จะรีบไปไหน...จะรีบไปไหน...รอโหลดซักกะเดี๋ยวนะตะเอง...


PlayListนี้ เริ่มต้นด้วย "เล่าเรื่อง ตาดูดาวเท้าติดดิน" เรียงลำดับตั้งแต่ ตอนแรก ถึง ตอนปัจจุบัน ..ท้ายเพลย์ลิสท์เป็นคลิป "เมื่อศาลรัฐธรรมนูญกระทำขัดรัฐธรรมนูญ : จะทำอย่างไร?" วันพุธที่ 1 พฤษภาคม 2556 เวลา 13.00 - 16.00 น. ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรมสุโกศล (สยามซิตี้เดิม) คลิปนี้..วิทยากร รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นเริ่มนาที 0:14:24
คลิกที่นี่ ดูบนyoutube...
หรือคลิกที่นี่.. @ AsiaUpdate "เล่าเรื่อง ตาดูดาวเท้าติดดิน"

คลิกที่นี่ ดูบนyoutube...

คลิกที่นี่ ดูบนyoutube...

คลิกที่นี่ ดูบนyoutube...

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

36 อัลบั้ม 2กุมภา..กาเบอร์ 15 ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

2กุมภา..กาเบอร์ 15 ทั้ง ส.ส.เขต
และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย


2กุมภา..กาเบอร์ 15 ทั้ง ส.ส.เขต
และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย


2กุมภา..กาเบอร์ 15 ทั้ง ส.ส.เขต
และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย


2กุมภา..กาเบอร์ 15 ทั้ง ส.ส.เขต
และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย


2กุมภา..กาเบอร์ 15 ทั้ง ส.ส.เขต
และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย


2กุมภา..กาเบอร์ 15 ทั้ง ส.ส.เขต
และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย


2กุมภา..กาเบอร์ 15 ทั้ง ส.ส.เขต
และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย


2กุมภา..กาเบอร์ 15 ทั้ง ส.ส.เขต
และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย


2กุมภา..กาเบอร์ 15 ทั้ง ส.ส.เขต
และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย


2กุมภา..กาเบอร์ 15 ทั้ง ส.ส.เขต
และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

35 คนแก่...(แดงชรา) ชอบเล่าเรื่องอดีต

@ สดุดี..นโยบายบัตรทองประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค
@ ฮู้ยยยย...สติแตกกันไปหมดแย้วทั้งคนเล่นและกองเชียร์แนวร่วม
@ ความเป็นมาของ คดีสะเทือนโลก "ที่ดินรัชดา" ที่ทุกๆคนควรรู้!!!
@ พี่สาวผมเคยถามผมว่า ทำไมผมจึงฝักใฝ่อยู่กับคุณทักษิณ?????
@ เฮ้อ!! ณ นาทีนี้..บอกได้คำเดียว เสียดาย..เสียดายครับ...นโยบายดีๆที่คน กทม. ไม่เอ๊า..ไม่เอา...
@ ทำความเข้าใจก่อนวิจารณ์ "การลงทุน 2 ล้านล้าน" กับ รัฐมนตรีชัชชาติ สิทธิ์พันธุ์
@ เขียนให้อ่าน..จากใจ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
@ ทิ้งหนี้ไว้ให้ลูกหลาน โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
@ อะไรคือ มรดกอสูร!!! ใครคือ ทายาทอสูร!!! ดร.โกร่งมีคำตอบ
@ ผงซักฟอกยี่ห้อใหม่ตราตาชั่งเอียงสีฟ้า
@ เป็นเพราะว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหล่านี้ไม่มีสำนึกในการรักษาความยุติธรรม..และยังทำลายความยุติธรรมด้วยมือของตนเองอีกด้วย...
@ คำแปล ปาฐกถาพิเศษ ปชต."นายกฯยิ่งลักษณ์"ที่มองโกเลีย
@ จดหมายเปิดผนึก.. ส.ส.และ ส.ว.312 คน คัดค้านและไม่ยอมรับการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ

คลิกที่ภาพ...เพื่อดูขนาดที่ใหญ่ขึ้น @ New!! แจกปฏิทินนายกฯปู พ.ศ.2556 คลิกที่นี่...

คลิกที่ภาพ...เพื่อดูขนาดที่ใหญ่ขึ้น


ระลึกถึงอดีต 40 กว่าปีที่แล้ว
By: แดงชรา เว็บprachatalk.com

@ ความเสียใจที่ไม่มีวันลืมของแดงชรา

15/09/2013 : นานๆ จะตั้งกระทู้สักที ไม่เหมือนก่อน

สงสัยยิ่งแก่ก็ยิ่งขี้เกียจเขียน...แต่ ชอบอ่านหนังสือ และอยู่หน้าคอมฯทุกวัน

ชีวิตคนแก่วัย 56 อย่างผมคงขาดหนังสือและคอมฯไม่ได้ ใครที่อายุไล่เลี่ยกับผมเป็นแบบนี้ไหมครับ?

คนแก่ชอบเล่าเรื่องอดีต อันนี้เรื่องจริง

เมื่อก่อนเป็นเด็กก็สงสัยว่าทำไมย่า ยาย แม่ ชอบเล่าเรื่องราวต่างๆตั้งแต่เรายังไม่เกิดให้ฟัง

ไอ้เราเป็นเด็ก ก็ชอบฟังนะสำหรับผมมันสนุกดี

พอตัวเองเริ่มแก่ลง นั่นไงเริ่มพูดเรื่องอดีตให้คนลูกๆฟัง

ตอนนี้อยู่กับลูกชายสองคน ก็มันนั่นแหละที่ผมมักเล่าอะไรให้ฟังบ่อยๆ

บางครั้งมีเคืองกันบ้าง เพราะมันชอบบอกว่า

"เรื่องนี้ซ้ำครับ ฟังมาสองสามรอบแล้ว"

นี่แค่เคืองมันนะ แต่ที่เริ่มเอะอะกันก็อีตรงมันพูดไปยิ้มขำผมไปนี่ซี...น่าตบกะโหลกมั้ย?


เอ้า.. มาเข้าประเด็นที่ผมจะแบ่งปันให้ เพื่อน สมช.ฟังกันสักที

เมื่อสมัยผมอายุได้สิบต้นๆ เวลาปิดเทอมใหญ่ จะต้องช่วยแม่ขายของครับ แม่ผมขายผ้าตัดเสื้อ โดยเอาผ้าพับเป็นชิ้นๆใส่ตะกร้า หิ้วสองมือขาย ผมก็หิ้วตะกร้าขายผ้าเหมือนแม่ ส่วนมากเราจะไปขายตาม ตจว. ไปทุกภาค เหนือ ใต้ ออก ตก ตะวันออก แดงชราเดินขายผ้ามาแล้ว

เรื่องราวต่างๆ ที่มีประสบการณ์มา จึงอยู่ในความทรงจำของผมมาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องราวต่างๆ บางทีเป็นเรื่องราวที่จดจำเพราะ น่ากลัว ประทับใจ และ หลอนๆ ใครเชื่อบ้างว่าผมเคยเจอศพคนตายในโรงแรม

บรึ๊อ...

เอาเรื่องที่ผมกลัวที่สุดก่อน

ตอนนั้นอายุน่าจะประมาณ 12 ผมกับแม่ไปขายผ้าที่ อ.ชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช จำได้ว่าพักอยู่ที่โรงแรมในตัวจังหวัด เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ต้องนั่งรถไฟไปที่ชะอวด

พอถึงและลงจากรถไฟเสร็จ แม่กับผมก็เข้าไปกินอาหารเช้าที่ร้านข้าวแกงแถวๆสถานีรถไฟ

พอกินข้าวเช้าเสร็จแม่ผมก็จัดแจงวางแผนการตลาด

"ไอ้หนู แกไปเดินขายฝั่งนู้นนะ แม่จะขายฝั่งนี้ พอสามโมงเย็นกลับมาเจอกันที่สถานีรถไฟ เพราะรถไฟเที่ยวสุดท้ายจะออกตอนสี่โมงเย็น"

"จ้าแม่"

พอเราวางแผนการตลาดเสร็จ เราก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่ ผมออกเดินไปตามอีกฟากถนน ใจก็ตุ๊มๆต่อมๆ

เพราะนี่เป็นการค้าขายครั้งแรกของผม ใจก็ท่องถึงหลักการขาย ตามที่แม่สอน

"ไอ้หนู แกเดินไปตามบ้านและคอยดูว่ามีผู้หญิงอยู่ไหม ถ้ามีแกก็เรียกเขาว่า พี่ ป้า น้า อา ตามอายุเค้า แล้วก็บอกเค้าว่า พี่..ครับ ผมมีผ้าตัวอย่างมาขายจาก กทม. สวยๆทั้งนั้นเลยครับ พี่สาวชมก่อนนะครับผมจะเอาออกมาให้ดู"

ผมเจอบ้านหลังแรกรู้สึกว่าจะเป็นเรือนไม้กระดาน ชั้นเดียวมีระเบียงหน้าบ้านกว้างขวาง ที่สำคัญเห็นผู้หญิงอายุประมาณสามสิบกว่านุ่งกระโจมอก ยืนอยู่ในบ้าน ผมก็เริ่มทำตามหลักการสอนของแม่

"น้าครับ ผมมีผ้าตัดเสื้อตัวอย่างมาขาย เอามาจาก กทม.ครับ สวยๆทั้งนั้นเลย น้ามาชมก่อนนะครับผมจะเอาออกมาให้ดู"

น้าคนนั้นแกมองหน้าผม ที่จริงมองทั้งตัว แต่แกยังไม่พูดอะไร ผมก็ตีเนียนเดินขึ้นไปนั่งป๋อบนระเบียงบ้านแก แล้วก็จัดแจงเอาผ้าที่ใส่ไว้ในตะกร้าออกมาคลี่วางคอยให้แกมาดู

ผมยิ้มแย้มให้แกตามหลักการตลาดที่แม่สอน แต่ผมว่าผมคงยิ้มแหยสิ้นดีในตอนนั้น ก็ผมเขิลนะ

น้าแกเดินมา แต่แกไม่มองผ้าที่ผมวางไว้เลยสักนิด แกได้แต่มองหน้าผมแล้วก็ถามผมว่า

"มาจากกรุงเทพรึ ตัวเท่านี้มาขายของแล้ว อายุเท่าไหร่ ไม่เรียนหนังสือหรือ" สำเนียงที่แกพูดก็เป็นสำเนียงใต้ แต่ผมพอฟังออก

"หนูปิดเทอมครับ เลยมาช่วยแม่ขายของ จะได้มีเงินจ่ายค่าเทอม" (นี่ๆหลักการขายที่คุณนายแม่ท่านสอนมา)

ได้ผล น้าแกเริ่มหันมามองผ้าที่ผมวางไว้ แล้วแกก็หยิบมาดู แกเลือกไว้สองสามผืน แล้วแกก็บอกผมว่า

"ผ้าสวยดี เดี๋ยวน้าไปเรียกเพื่อนบ้านมาดู เผื่อเขาชอบใจจะได้ช่วยซื้อ จะได้มีเงินไปจ่ายค่าเทอม"

ไม่นานหลังจากนั้นผมก็ถูกรุมล้อมด้วยพี่ ป้า น้า อา ซึ่งอยู่แถวๆนั้น ผมขายผ้าได้ดีมาก จนตะกร้าเบาไปเยอะ แล้วผมก็ออกเดินตะเวนขายบ้านหลังต่อๆไป

เดินไปพูดไป วางผ้า พับผ้า จัดผ้าใส่ตะกร้า คิดตังค์ ทอนตังค์ จนเที่ยงหิวแล้ว เลยแวะเข้าริมทางกินข้าวผัดกับน้ำแข็งเปล่าหนึ่งแก้ว เสร็จแล้วก็ ออกเดินต่อ

ทีนี้ไอ้ความเป็นเด็ก หนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน ง่วงนอนแต่ไม่รู้จะไปนอนที่ไหน มองไปมองมาเจอพุ่มไม้อยู่ข้างทาง เอาตะกร้าผ้าเสือกเข้าในพุ่มไม้ พร้อมทั้งเสือกตัวเข้าไปนอน หลับสนิทเลย

มาคิดดูอีกทีตอนนี้ ตอนนั้นโชคดีจัง งูเงี้ยวก็ไม่มี คนคิดไม่ดีก็ไม่มี ถ้าเป็นสมัยนี้ สงสัยทั้งกระเป๋าตังค์และตะกร้าผ้าผมคงหายเกลี้ยง

พอรู้สึกตัวตื่นก็ตอนบ่ายแก่ๆ ผมก็มุดออกมาจากพุ่มไม้นั้น เดินขายผ้าต่อ

บ้านสุดท้ายที่ผมเข้าไปขาย มีลูกค้ามาเยอะมา ขายดิบขายดี คนละสองสามชิ้น ผมมองนาฬิกาข้อมือ นี่มันใกล้จะบ่ายสามแล้ว แต่ลูกค้ายังเลือกผ้ากันอยู่ จะบอกเลิกขายก็เสียดายตังค์

คนนั้นเอาเท่านี้ คนนี้ต่อราคา คิดตังค์ทอนตังค์จนผมลืมเวลาไปเสีย มารู้สึกตัวอีกทีก็เห็นแม่เดินตามมาถึงบ้านที่ผมขายผ้าอยู่

"แม่คอยแกตั้งแต่บ่ายสาม นี่บ่ายสี่แล้วเห็นแกหายเงียบไปเลยออกมาตามดู รถไฟคงไปแล้ว คืนนี้กินข้าวลิงกันแหงไอ้หนู"

ตอนแรกนึกว่าจะโดนแม่ด่าหรือหยิก แต่แกยิ้มแล้วก็มารับช่วงขายผ้าต่อจากผม

ตอนเราเดินกลับสถานีรถไฟ ตะกร้าผมแทบว่างเปล่า ผมเอาเงินค่าขายผ้าที่ได้ในวันนั้น ทั้งหมดรู้สึกจะประมาณ 380 ยื่นให้แม่ด้วยความภาคภูมิใจที่สุด แม่รับเงินไปแล้วพูดกับผมยิ้มๆว่า

"อืม..แกเก่ง"

สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกกลัว จนจำมาถึงทุกวันนี้ก็คือตอนที่กลับไปสถานีรถไฟนี่แหละ เข้าประเด็นล่ะนะ

พอกลับมาถึงสถานีรถไฟก็ปรากฏว่ารถไฟเที่ยวสุดท้ายไปแล้วจริงๆ นายสถานีเขาบอกว่าจะมีอีกเที่ยวก็นู่น ตอนห้าทุ่ม

เราสองคนแม่ลูกรู้สึกหิว แม่ผมบอกกับผมว่า

"ไอ้หนู ไปซื้อโรตีมากินกันไป๊"

ผมก็เดินไปซื้อโรตีจากร้านหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆสถานีรถไฟ ผมเห็นคนขายเป็นสองผัวเมีย และพวกแกคงเป็นมุสลิม แกยิ้มให้ผมทั้งสองคนเมื่อผมบอกว่าขอซื้อโรตีสองแผ่น

ระหว่างที่ผัวแกทำโรตี เมียแกก็ชวนผมคุย ว่าผมมาจากกรุงเทพฯหรือ อ้อ..ปิดเทอมเลยมาช่วยแม่ขายของ แล้วแกก็พูดกับผมว่า

"หนู มาอยู่กับป๊ะ และม๊ะมั้ย เราสองคนไม่มีลูก อยากได้หนูมาเป็นลูก นี่นะถ้ามาเป็นลูกป๊ะกับมะ จะไม่ให้หนูมาเดินขายของตากแดดร้อนๆเลย ป๊ะกับม๊ะจะเลี้ยงหนูอย่างดี"

ผมตกใจครับ ต้องเข้าใจว่าผมอายุแค่ 11-12

และที่ทำให้ผมตกใจยิ่งไปอีกก็ตอนที่ผมรับโรตีจากแก แล้วแกไม่เอาสตางค์ แกบอกให้ฟรี แล้วเดี๋ยวแกจะมาขอผมกับแม่

ผมรีบวิ่งไปหาแม่แล้วเล่าให้แม่ฟังว่าสองคนผัวเมียเขาพูดอะไรกับผม ผมคิดว่าแม่ต้องแสดงความรู้สึกโกรธ ที่ใครจะมาเอาลูกไป แต่แม่ผมกลับยิ้มแล้วย้อนถามผมว่า

"แกจะไปอยู่กับพวกเขามั้ยล่ะ ถ้าจะไปก็จะให้ไป"

ผมตอบแม่ว่า ไม่..ไม่ไป แต่แม่ก็ยังยิ้มอยู่ แล้วผมก็เห็นม๊ะเดินจากร้านโรตี ตรงมาที่แม่ ตอนนั้นผมใจหายว๊าบ เพราะรู้ว่าเขาคงมาขอผมจากแม่ แล้วแม่จะยกผมให้พวกเขา ผมต้องทำอะไรสักอย่าง

แล้วสิ่งที่ผมคิดว่าดีที่สุดที่จะทำได้คือหนีไปแอบ จะหนีไปแอบที่ไหนดีนะ ผมคิด แล้วผมก็มองไปที่ในสถานีรถไฟ ตอนนั้นประตูที่จะเข้าไปในสถานีเปิดอยู่ ผมรีบวิ่งเข้าไปในนั้น แล้วไปแอบใต้เคาน์เตอร์ที่ขายตั๋ว พยามอยู่นิ่งๆ และเงียบที่สุด

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพนักงานขายตั๋วรถไฟแกไม่ไล่ผมออกมา ผมเห็นแกนั่งซดน้ำชายิ้มๆ แต่ไม่พูดอะไร

ผมไม่รู้หรอกว่าแม่ผมกับม๊ะเค้าคุยอะไรกัน แต่รู้สึกว่าเวลามันนานมาก แล้วลุงที่ขายตั๋วรถไฟก็เดินมาหาผมแล้วบอกผมว่า

"ไอ้หนูแม่เอ็งเดินหาเอ็งอยู่"

"แม่อยู่คนเดียวหรืออยู่กับม๊ะที่ขายโรตีครับลุง"

"แม่เอ็งอยู่คนเดียว"

ผมจึงค่อยๆโผล่หัวออกมาแอบมอง เห็นแม่เดินไปเดินมาแกคงกำลังหาผม แล้วแม่ก็อยู่คนเดียวจริงๆ ผมเลยเดินออกไปหา

"นึกว่าหายไปไหนที่แท้ไปอยู่ในสถานี ฉันหาแกจนทั่ว"

"แล้ว แม่จะยกหนุให้มะหรือเปล่า"

"เปล่า ฉันไม่ได้ยกแกให้เขา ฉันบอกเขาว่าถ้าไม่มีแก ใครจะช่วยฉันดูแลน้องของแก แล้วช่วยฉันขายของล่ะ"

ผมถอนใจอย่างโล่งอก และกลับมานั่งคอยรถไฟกับแม่

ระหว่างนั้นผมหลับๆตื่นๆ แต่ทุกครั้งที่ผมตื่นผมไม่กล้าหันกลับไปมองที่ร้านขายโรตีนั่นแม้แต่นิดเดียว แล้วผมก็พยายาม อยู่ใกล้แม่ให้มากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้

จังหวัดนครศรีธรรมราชในครั้งนั้น สำหรับผมเป็นเมืองที่น่าอยู่ ผู้คนมีน้ำใจ แม้แต่เด็กตัวเล็กๆอย่างผมในตอนนั้น ก็สามารถเดินไปขายของตามลำพังได้ ไม่มีภัยอันตรายใดๆ (ถ้าไม่นับเรื่องที่โดนคนมาขอเอาไปเป็นลูก) ผมมีความประทับใจกับอาหาร ความสงบ และธรรมชาติต่างๆที่สวยงาม ผมเชื่อเสมอว่าคนชนบทมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มากกว่าคนกรุง

ผมจะฝันเฟื่องไปไหม ถ้าผมจะบอกว่าผมอยากพบอยากเห็นสิ่งดีงามต่างๆที่ผมเคยพบมาเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว

ลึกๆแล้วผมเชื่อว่า ความฝันของผมคงไม่ไกลเกินเอื้อม ถ้า..คนไทยทุกคน เริ่มกลับมาทำความรู้จักกับคำว่าน้ำใจ และมิตรภาพ

จบสำหรับเมืองนครฯในวันนี้ครับ โอกาสหน้าผมอาจจะพาท่านไปภาคเหนือ อีสาน ฯลฯ ถ้าผมไม่ขี้เกียจเขียนซะก่อน

ขอบคุณเพื่อนๆ สมาชิกทุกท่านที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นและอ่านกระทู้ครับ

รอยจูบแรกของฉัน
By: แดงชรา เว็บprachatalk.com

9/07/2010 : ขอเขียนเรื่องเบาๆ คลายกระแสความเครียดที่กำลังเกิดขึ้นกับผมและเพื่อนๆหลายๆคนนะครับ หวังว่าคงพอคลายเครียดได้บ้าง

เมื่อตอนผมอายุได้ 7-8 ขวบผมจะถูกแม่ใช้ไปซื้อของที่ร้านชำแถวบ้านบ่อยๆ สมัยนั้นผมอยู่แถวถนนตก แต่ผมมักจะไม่ค่อยไปตามคำสั่งแม่เพราะ ผมกลัว...

แม่ผมแกเป็นคนดุ ผมเลยโดนฟาดบ่อยๆที่ทำอิดออด การถูกแม่ตีด้วยไม้เรียวเจ็บไม่ใช่น้อยและไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ ผมเลยต้องเลือกเอาระหว่างไม้เรียว หรือโดนจับตัวไปจูบ...จากผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอายุมากกว่าผม 10 ปี

พี่คนนี้ชื่ออ้น แกเป็นคนผิวคล้ำ อวบ ก็น่ารักดีนะสำหรับความคิดผมเมื่อโตขึ้น แต่...ตอนนั้นผมไม่ชอบแกเลย ถึงขั้นกลัวเพราะแกจะคอยจ้องว่าผมจะเดินผ่านหน้าบ้านแกที่ขายเมี่ยงคำเมื่อไหร่

ไม่ว่าผมจะแอบ จะหนีอย่างไรก็ไม่เคยพ้นสายตาแกสักที เมื่อแกเห็นผมแกจะรี่เข้ามาแล้วกอดผมไว้ ผมพยายามดิ้นรนเพื่อหนีแก แต่แกตัวใหญ่กว่าผม ผมสู้แรงแกไม่ได้ แกจะหัวเราะชอบใจที่เห็นผมแสดงกิริยาเช่นนั้นแล้วพูดกับคนที่อยู่แถวนั้นว่า

"ไอ้...มันน่ารักดี เลยชอบหอมแก้มมัน มันยิ่งกลัวเรายิ่งแกล้งสนุกดี"

แล้วผมก็จะถูกแกกอดรัดฟัดเหวี่ยงและหอมแก้มทุกวัน พอแกหนำใจแล้วก็ปล่อยผมไป ผมจะร้องไห้แล้วเอามือเช็ดแก้มตัวเองเพราะความโกรธและรังเกียจที่สุด พี่อ้นและผู้ใหญ่ทุกคนที่เห็นจะหัวเราะเพราะขำผมทุกครั้ง มันยิ่งทำให้ผมโกรธและกลัวพี่อ้น จนจิตแทบหลอน

และนี่คือจูบแรกของผมที่ได้รับจากผู้หญิงอื่น ที่ไม่ใช่แม่หรือญาติผู้ใหญ่ของผม มันไม่ประทับใจเลยสักนิดเดียว ผมยังจำความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้นได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้

ก่อนผมจะย้ายมาจากถนนตกผมมีลูก ๒ คนแล้ว พี่อ้นก็มีครอบครัวและลูกชาย 2 คน ถึงอย่างนั้นเวลาเราเจอกันโดยบังเอิญแกก็ยังชอบแหย่ผมบ่อยๆว่า

"เฮ้ย...มาให้พี่หอมทีหนึ่งไอ้..."

แล้วเราสองคนจะหัวเราะขึ้นมาพร้อมๆกัน เพราะยังจำถึงวันเก่าๆที่ผ่านมาได้ดี ผมไม่เจอพี่อ้น ผู้หญิงคนแรกที่จูบผมเลยตั้งแต่ปี 2532 ตอนนี้ผมอายุ 52 พี่อ้นก็คงปาไป 60 กว่าแล้ว

เพื่อนๆล่ะครับ ยังจำความรู้สึกถึง รอยจูบครั้งแรกในชีวิตได้ไหม เอามาแชร์กันแก้เครียดบ้างนะครับ สำหรับผมจูบครั้งแรกมันลืมไม่ลงจริงๆ จ้า

อิอิ...

By: ไหมไทย maithai : ถ้าพี่อ้นเป็นสาวสวย คุณลุงอาจจะบอกว่าพี่สาวครับ...อะไรเงี้ยอ่ะค่ะ อิอิ

By: แดงชรา : พี่อ้นแกก็สวยนะครับ แต่ความรู้สึกตอนนั้นผมเหมือนโดนแกล้ง ผมไม่ชอบให้ใครมาบังคับครับ แดงชรามีความเป็นส่วนตัวสูงในบางครั้ง หนูไหมพี่อ้นเขาแกล้งผมต่อหน้าคนเยอะแยะ ผมอายครับ แต่ตอนนี้ผมเข้าใจพี่อ้นแล้ว แกคงแค่อยากจะหยอกไอ้แดงเด็กที่เงียบๆ และไม่ค่อยสุงสิงกับใครเล่นเท่านั้นเอง

By: ไหมไทย maithai : ไหมเข้าใจค่ะ คุณลุงแดงขี้อาย แล้วก้อรู้สึกไม่ยินดีที่จะให้ใครมาทำอย่างนั้นนะคะ โดยเฉพาะคนนั้นเป็นผู้หญิง อิอิ

By: แดงชรา : ไม่ถูกทั้งหมด แต่ใกล้เคียง

By: ไหมไทย maithai : อิอิอิ ยกเว้นตอนโตแล้วงัยคะ กะคนที่พอใจนะคะ ไม่ใช่รู้สึกเหมือนถูกบังคับแล้วใครๆหัวเราะเห็นเป็นเรื่องตลก อิอิ

แหม...จูบแรกคุณลุงแดงไม่ยักกะเหมือนในนิยายโรมานซ์ ไหมว่าอย่าไปนับมันเลยค่ะ

By: MonkeyLuffy : ลุฟฟี่ว่า..มันเป็นความทรงจำที่ดีนะครับ ก็อย่างเมื่อเรายังเป็นเด็ก พ่อ-แม่มักจะให้เรานอนหัวค่ำ-ห้ามกินขนมก่อนกินข้าว ช่วงนั้นมันอาจจะโหดร้ายทารุณ สำหรับเด็กๆ แต่พอเราโตขึ้นถึงได้รู้ว่าเป็นเรื่อง จิ๊บ-จิ๊บ..กอด-จุ๊บ มันก็มีนัยยะมากกว่าคำว่าเกี่ยวกับเพศ เวลาเราเป็นห่วงเพื่อนๆเพศเดียวกัน เมื่อเจอเราจะวิ่งไปกอดเค้าตามสัญชาติญาณ (แต่คงไม่คิดจะจุ๊บ กลัวคู่กรณีรับไม่ได้) อาจเป็นเพราะผู้ชาย เป็นเพศที่ไม่กล้าแสดงออกก็ได้...อิอิอิ

By: แดงชรา : เสียดายอ่ะลูฟฟี่ พอผมโตขึ้นดันไม่มีใครมาทำแบบพี่อ้น...

เดี๋ยวนี้สาวๆเห็นแดงชรามีแต่วิ่งหนี

อิอิ...


พี่วุฒิครับ...ผมเคยมีพี่ชายพ่อแม่เดียวกัน แต่...แม่แท้งไปเสียก่อน ผ่านมาได้ไม่ถึงปีแม่ก็ตั้งท้องผม ผมเลยเปรียบเหมือนลูกโทนของพ่อ...ยามผมทุกข์ใจ และอยากมีใครสักคนผมมักจะนึกถึงพี่ชาย...ที่ผมไม่เคยเห็นหน้า ผมเชื่อว่าหากพี่ชายผมมีชีวิตอยู่...พี่ชายคงรักผมเช่นที่ผมรักพี่ชาย ไม่รู้ซิ...ผมคิดตั้งแต่ตอนแรกที่เข้ามาในนี้ว่า พี่วุฒิเป็นพี่ชายที่แสนดีของผม


รู้ว่าเหนื่อยแค่ไหน ว่าหนักแค่ไหนบนหนทางสู้ ยังมีคำปลอบโยน ยังมีคำปลอบใจ มีคำว่าซำบายดีบ่ให้กันเสมอ...

ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตัวผมเอง
By: แดงชรา เว็บprachatalk.com

13/10/2013 : วันนี้มีเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง เหมือนเคย ไม่ใช่เรื่องของผู้ใด มันเป็นเรื่องของตัวผมเอง

ผมเห็นว่าผมทำ...แล้วได้ผลดี เลยอยากเอามาเล่าสู่ให้เพื่อนๆ สมช.ฟัง อ่านจบแล้ว เพื่อนๆ คิดว่าผมได้ชัยชนะมั้ยครับ

จะค่อยๆ เขียน จะได้ไม่เขียนผิดๆ ถูกๆ เหมือนครั้งก่อนๆ แต่ ขอออกตัวก่อนว่า สายตาผมไม่ค่อยดีครับ แฮ่...ผมแกเลี้ยวครับ

ใครเชื่อเรื่องบุญกรรมบ้าง... ถ้าคนที่เชื่อเรื่องนี้จะเข้าใจในเรื่องที่ผมจะเล่าต่อไป ส่วนคนที่ไม่เชื่อก็ถือว่าอ่านเล่นๆ คั่นเวลาว่างก็แล้วกันนะครับ กรุณาอย่าถกเถียงกัน เพราะสิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เกิดกับผมจริงๆ ไม่ใช่นิทาน

เมื่อครั้งเกิดวิกฤติในชีวิตผม ตอนปี 47 ผมพกความแค้นเอาไว้กับตัวและใจของผมมาก คิดดูก็แล้วกันว่ามันน่าแค้นใจมั้ย คนข้างตัวคิดจะฆ่าผม เขาฆ่าผมโดยไม่ใช้อาวุธ หรือยาพิษ แต่เขาเจตนาฆ่าให้ผมตาย ด้วยการะกระทำ และคำพูด

เปรียบเหมือนกับว่าเขาหยิบมีดขึ้นมา แล้วส่งให้ผมเอาไปแทงหัวใจตัวเองให้ตาย คุณคิดว่าผมทำตามเจตนาของคนๆนั้นมั้ยครับ

เกือบโง่ทำครับ แต่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความกลัวตาย...ที่มันยังหลงเหลืออยู่ในสัญชาติฌาณ ของความเป็นมนุษย์๋ ที่ย่อมมีความรักชีวิตของตน หรือเป็นเพราะความรัก ความเป็นห่วงที่ผมมีต่้อ ลูกๆ และ แม่ ก็ไม่รู้ ที่ทำให้ผมไม่เลือกเดินตามทางที่ใครคนนั้น ยั่วยุให้ผมทำ

ผมมีความรู้สึกอยู่สองอย่างในตอนนั้น คือ ตายๆไปซะเหอะ ปัญหามันหนัก เสียใจที่สุด ทรมานและเจ็บปวด หรือ ฆ่า...แม่งให้ตายไปเลยทั้งสองคน คนสองคนที่ทำให้ผมมีปัญหา พอผมเลือกที่จะอยู่ต่อ จิตที่อาฆาตแค้นมันก็บอกผมว่า ฆ่าพวกมันซะ

ก่อนทำผมก็ไปปรึกษาญาติผู้ใหญ่ผมที่แกไม่ธรรมดา แกโหดมาก่อน แต่ตอนนี้แกหักเขี้ยวหักเล็บตัวเองหมดแล้ว จากเสือกลายเป็นแมวน่ารักของภรรยา ฮ่าๆ

"อาหนูว่าจะตามไปฆ่ามันดีมั้ย"

"ไอ้หนูเอ็งคิดจะทำอะไร"

"หนูจะหาปืนไปยิงมัน หรือไม่หนูก็จะเอามีดไปเสียบแม่งให้ตาย"

แกแสยะยิ้มแล้วมองผมอย่างสมเพชลูกกะตาของแก แล้วแกก็บอกว่า

"ทำยังงั้นเอ็งก็ควาย โง่ฉิบหายเลย เอ็งคิดดูนะถ้าเอ็งไปฆ่ามัน เอ็งก็ต้องติดคุก ในคุกไม่ใช่สถานที่ที่น่าอยู่นะโว้ย จะบอกเอาไว้ให้แม่งนรกบนดินชัดๆ และที่สำคัญ...เอ็งทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา จะได้ก็แค่ความสะใจ อาจะสรุปให้เอ็งฟังว่า คนของเรามันเฮงซวยเอง"

ผมคิดตามที่แกบอก มันจริงแฮ๊ะ ถ้าผมติดคุก เวรของกรรม กรรมของเวร ทุกอย่างมันตกลงมาที่ลูกๆของผม และที่สำคัญผมนึกถึงภาพแม่ผมที่ชราภาพต้องมาเกาะลูกกรงเยี่ยมผม มันคงเป็นภาพที่ีน่าอดสูพิลึก

"แล้วอาจะให้หนูนั่งดูมันย่ำยีเฉยๆยังงั้นหรือ อาเข้าใจไหมว่าหนูแค้นมันมาก นี่ไอ้คนนั้นมันกำลังฆ่าหนูทางอ้อมนะ"

"เอ็งท่องเอาไว้ จงอดทนๆ"

อาผมแกพูดกับผมเท่านี้แหละ แล้วแกก็ไม่พูดอะไรอีก นอกจากแกจะรีบเข้าห้องเอาปืนของแกที่ผมเล็งๆอยู่ไปใส่ตู้ลั่นกุญแจเอาไว้

ผมหอบสังขารที่แทบจะเหลือแต่ซากกลับมานอนก่ายหน้าผากที่บ้าน และยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ไม่มีปืน มีดก็ได้วะ

ผมลูบๆ คลำๆ มีดที่ผมมีอยู่พร้อมทั้งกะแผนการณ์เอาไว้ในหัว พรุ่งนี้เราก็บุกไปหามันเลย ถึงแม้ไม่เคยเจอหน้า แต่สาย...ให้รูปถ่ายไว้แล้ว

ผมหว่านเงินวางสาย...หมดไปหลายตังค์ และก็ได้ผล เงิน...ช่วยได้เยอะ และเงิน...ก็สามารถจ้างวานคนที่เป็นมืออาชีพมาทำแทนผมได้ แต่...มันไม่สะใจ มันต้องตายด้วยมือของผมเอง ตอนนั้นผมมีความอาฆาตมากที่สุด

คืนหนึ่งขณะที่ผมนอนหลับ ผมก็รู้สึกว่าผมได้ยินเสียงของผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า

"อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ท่องเอาไว้นะ จงท่องเอาไว้"

ผมตกใจตื่น มองไปก็ไม่เห็นมีใครนอกจากลูกสาวที่นอนอยู่ข้างๆ ผมก็คิดว่าผมฝันไปแหงๆ แต่ผมก็ท่องคำเหล่านั้นไว้ในใจตลอดเวลา เรียกว่าลืมตารู้สึกตัวเมื่อไหร่ ผมก็ท่องคำเหล่านั้นจนหลับไปอีกครั้ง

ผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ผมก็จำคำเหล่านั้นได้จนขึ้นใจ ผมแปลกใจมาก เพราะปรกติแล้วผมไม่ใช่คนใกล้วัดวาเท่าไหร่ แล้วผมฝันถึงคำพูดเหล่านี้ได้ยังไงหว่า

อนิจัง ทุกขัง อนัตตา คืออะไร? ผมเที่ยวไปถามใครๆที่รู้จัก เขาก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน

จนวันหนึ่งผมได้นั่งคุยกับน้องเมย์ ลูกสาวของเพื่อนบ้านที่สนิทกัน ผมก็เลยเล่าให้เด็กฟัง แล้วผมก็บอกว่าอยากรู้จริงๆ ว่าคำเหล่านั้นมันหมายถึงอะไร แล้วน้องเมย์ก็บอกกับผมว่า

"ลุงหนู...ค่ะ พรุ่งนี้จะมีพระอาจารย์มาสอนธรรมะที่โรงเรียนเดี๋ยวน้องเมย์จะถามพระอาจารย์ให้ค่ะ"

วันรุ่งขึ้นน้องเมย์ก็มาบอกกับผมว่า

"หนูถามพระอาจารย์แล้ว ท่านถามหนูว่าทำไมถึงเอาเรื่องนี้มาถาม หนูก็เลยเล่าเรื่องของลุงให้พระอาจารย์ฟังว่าลุงฝันถึงคำเหล่านี้ พระอาจารย์บอกกับหนูว่า แสดงว่าคนๆนี้กำลังมีความทุกข์มาก พระอาจารย์ฝากให้หนูมาบอกว่า คำเหล่านั้นคือหลักแห่งไตรลักษณ์ และพระอาจารย์บอกมาว่าให้ลุง...ไปค้นหา และทำความเข้าใจกับหลักไตรลักษณ์นี้ แล้วลุงจะหมดทุกข์"

หลังจากนั้นผมก็ค้นหาความหมายของคำเหล่านี้

อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน

ทุกขัง แปลว่า ความเป็นทุกข์...ที่เกิดจากสิ่งรอบๆตัว

อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน ทุกสิ่งคือความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย

ผมเอามาเขียนคร่าวๆนะครับ ถ้าผู้ใดอยากรู้ละเอียดลึก ลองไปศึกษาด้วยตัวเอง ผมขอแนะนำเพราะการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ย่อมเกิดความเข้าใจลึกซึ้งมากกว่าฟังคนอื่นบอกแก่เรา

เชื่อมั้ยว่าหลังจากที่ผมทำความเข้าใจกับหลักของไตรลักษณ์ ผมรู้สึกดีขึ้นเยอะ และที่สำคัญความโกรธ ความแค้น อาฆาต ที่ผมเคยมีมันเบาบางลง

ผมนั่งคิด ผมไปยึดติดกับใคร...ทำไม ผมไปคิดเป็นเจ้าเข้าเจ้าของใครได้ยังไง...

วันหนึ่งเรารักกัน เราสุข
วันหนึ่งเขาหมดรัก เราทุกข์
วันนี้เราได้อยู่กับคนที่เรารัก เราสุข
วันหนึ่งคนที่เรารักจากไป ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย เราก็ทุกข์

ยามสุข เราก็เบิกบาน ยิ้มแย้ม
ยามทุกข์ เศร้าหมอง ร้องไห้
สมหวัง ดีใจ ระรื่นจิต
ผิดหวัง มานั่งคิด อยากตาย หรือฆ่ามัน

เอาชนะ ศักดิ์ศรี กูคืนมา
ทุกทิวา ราตรี ฆ่าให้สิ้น
ได้แต่คิด ใครเขาจะได้ยิน
ที่สูญสิ้น คือ ตัวเรา ความสุขใจ

ในโลกนี้ ไม่มี ตัวกู หรือของกู
ทำจิตรู้ เท่าทัน ธรรมทั้งสิ้น
วันนี้มี พรุ่งนี้หมด พบความจริง
ทุกสิ่งสิ้น...ตามกระแส...พระธรรม นา

เขียนกระทู้ มาลงที่กลอนๆแย่ แต่กลอนมันพาไปครับ

ตั้งแต่นั้นมาผมก็ได้คิด ทุกความรู้สึกค่อยๆหายไป

รัก........ไม่มี
โกรธ....มีอยู่บ้าง
อาฆาต....หายไป

ผมไม่สามารถปฎิบัติได้ทั้งหมด แต่ผมพยายามทำ...ในสิ่งที่ผมค้นพบ

ความทุกข์ที่มันทับถมในใจผมแรงกดที่เคบมีเริ่มเบาลง ผมหายใจได้สะดวกขึ้น ใบหน้าที่เคยแต่บึ้งตึง เพราะความเครียดแค้น เริ่มยิ้มแย้มได้ จากที่ไม่ยอมกินยอมนอน จนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน

เวลาออกนอกบ้านไม่มีใครกล้าทักทาย เพราะผมไม่เคยตอบคำทักทายใคร ไม่เคยมองเห็นใครเลยสักคน ตอนนั้นผมจมอยู่กับความทุกข์ของตัวเอง ผมไม่เคยมองออกไปนอกโลกของตัวเองเลย

วันนี้ผมสามารถพูดคุญกับคนที่ที่ทำให้ผมทุกข์จนอยากฆ่าให้ตายได้เมื่อมีธุระ จากที่เคยบอกว่า อย่ามายุ่งกับกู

ผมบอกกับเขาว่า ไม่ต้องกลัวผมไม่ทำอะไรเขาแล้ว "ฉันไม่อาฆาต ไม่แค้น และไม่รักเธอแล้ว"

ผมคิดว่าที่ผมทำแบบนี้ได้เพราะผมเอาชนะใจตัวผมเองได้ ผมไม่ได้มุ่งแต่เอาชนะใครเหมือนก่อน

คนที่ทำให้ผมทุกข์ ทุกวันนี้เขาเองก็ไม่รู้ตัวว่าที่ผมเปลี่ยนไปนั้น ไม่ใช่เขาเอาชนะผมได้ จริงๆแล้ว ไม่มีใครเอาชนะผมได้ และผมก็ไม่เคยคิดจะชนะใคร

ผมคิดแต่เพียงว่า การที่ผมสามารถเอาชนะใจตัวเอง ถือว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่่สุดแล้ว

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน อาจจะเขียนไม่ได้ดีเท่าไหร่ อาจจะทำให้เข้าใจยาก แต่กระทู้นี้ผมเขียนสดๆขึ้นมา โดยที่ไม่ได้คิดจะเขียนมาก่อน ขอบคุณอีกครั้ง

กว่าจะผ่านมาได้ก็เลือดตาแทบกระเด็นครับ ปัญหาหนึ่ง โยงไปอีกปัญหาหนึ่งเป็นเหมือนลูกโซ่เลยล่ะ

ผมจริงจังกับชีวิต...เรื่องจริงครับ

ผมเคยเป็นคนมีข้อแม้ในชีวิตเยอะ ผมให้ความสำคัญกับคำสัญญามากที่สุด ผมเคยคิดว่าทุกคนต้องคิดเหมือนผม ผมไม่เคยรู้เลยว่า ธรรมะคือธรรมชาติ สรรพสิ่งย่อมแปรเปลี่ยน ผมเคยยึดติดกับทุกๆอย่างที่อยู่รอบๆตัวผม ผมไม่รู้จักความรักที่ไม่มีเงื่อนไข

ขณะนี้ผมรู้แจ้งแล้วว่า การยึดติด นำมาซึ่งความทุกข์ ปัจจุบันผมไม่รู้สึกเหงา เวลาอยู่คนเดียว ชอบด้วยซ้ำไป

ก่อนนั้นมองว่า คนๆนั้นเป็นคนไม่ดี ใจร้าย ใจดำ ตอนนี้ผมมองว่าตัวผมล่ะทำอะไรผิดพลาดบ้างหรือเปล่า?

มองดูตัวเองโดยไม่เข้าข้างตัวเรา ผมก็ทำอะไรผิดพลาดมาไม่น้อย ผมเคยเป็นคน...เจ้าอารมณ์ ใจร้อน ไม่ยอมคน หักลบกันแล้ว ผมว่าเค้ากับผมผิดพอๆกัน ดีที่จบกันไปแล้ว ก่อนที่จะทำร้ายจิตใจกันต่อไปเรื่อยๆ ไม่สายไปสำหรับผมครับ

ชัยชนะครั้งล่าสุดของผมคือ...ตัดใจไม่รับรักที่สาวอายุยี่สิบแปดขอสมัครเป็นแฟนคนอายุ 53 คือตัวผมเอง...

เท่ห์ซะไม่มี...

วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

34 ความเสียใจที่ไม่มีวันลืมของแดงชรา

@ สดุดี..นโยบายบัตรทองประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค
@ ฮู้ยยยย...สติแตกกันไปหมดแย้วทั้งคนเล่นและกองเชียร์แนวร่วม
@ ความเป็นมาของ คดีสะเทือนโลก "ที่ดินรัชดา" ที่ทุกๆคนควรรู้!!!
@ พี่สาวผมเคยถามผมว่า ทำไมผมจึงฝักใฝ่อยู่กับคุณทักษิณ?????
@ เฮ้อ!! ณ นาทีนี้..บอกได้คำเดียว เสียดาย..เสียดายครับ...นโยบายดีๆที่คน กทม. ไม่เอ๊า..ไม่เอา...
@ ทำความเข้าใจก่อนวิจารณ์ "การลงทุน 2 ล้านล้าน" กับ รัฐมนตรีชัชชาติ สิทธิ์พันธุ์
@ เขียนให้อ่าน..จากใจ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
@ ทิ้งหนี้ไว้ให้ลูกหลาน โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
@ อะไรคือ มรดกอสูร!!! ใครคือ ทายาทอสูร!!! ดร.โกร่งมีคำตอบ
@ ผงซักฟอกยี่ห้อใหม่ตราตาชั่งเอียงสีฟ้า
@ เป็นเพราะว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหล่านี้ไม่มีสำนึกในการรักษาความยุติธรรม..และยังทำลายความยุติธรรมด้วยมือของตนเองอีกด้วย...
@ คำแปล ปาฐกถาพิเศษ ปชต."นายกฯยิ่งลักษณ์"ที่มองโกเลีย
@ จดหมายเปิดผนึก.. ส.ส.และ ส.ว.312 คน คัดค้านและไม่ยอมรับการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ

คลิกที่ภาพ...เพื่อดูขนาดที่ใหญ่ขึ้น @ New!! แจกปฏิทินนายกฯปู พ.ศ.2556 คลิกที่นี่...

คลิกที่ภาพ...เพื่อดูขนาดที่ใหญ่ขึ้น


ความเสียใจที่ไม่มีวันลืมของแดงชรา
By: แดงชรา เว็บprachatalk.com

@ คนแก่...(แดงชรา) ชอบเล่าเรื่องอดีต

11/08/2013: เห็นกระทู้เกี่ยวกับเรื่องแม่หลายกระทู้แล้ว และผมก็ได้เข้าไปอ่าน หลายๆ คห.น่าสนใจ

ที่จริงเรื่องของผมกับแม่ ผมเคยคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเอามาบอกเล่าให้ใครฟัง เนื่องจากผมคิดเสมอว่าสิ่งที่ผมทำพลาดไปกับแม่ผู้มีพระคุณ มันเป็นเรื่องที่แย่มาก

แต่ เมื่อกลับเอามาคิดทบทวน ผมว่าบางทีเรื่องราวของผมกับแม่ อาจเป็นอุทาหรณ์ได้ไม่มากก็น้อย

ผมจะเล่าให้ฟัง ว่าทำไมผมผมถึงเสียใจ...และรู้สึกผิด จนไม่เคยลืม แม้แต่สักวันเดียว...


" ...แม่ผมมีลูกทั้งหมด ๙ คน ผมเป็นลูกคนกลาง พ่อผมเสียชีวิตตั้งแต่ผมอายุแค่ ๙ ขวบ พ่อคือคนที่ผมรักมากที่สุด และผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า พ่อคือคนที่รักผมมากที่สุดในโลกนี้

เมื่อแม่มีครอบครัวใหม่ ผมมีน้องตามมาอีก ๔ คน พี่ๆทั้งสี่ไม่ได้อยู่กับแม่ แต่ผมอยู่กับท่าน ผมจึงกลายเป็นลูกคนโตไปโดยปริยาย หน้าที่ดูแลน้องๆทั้ง ๔ คนจึงตกอยู่กับผมคนเดียว

แม่กับสามีใหม่ของท่านมีอาชีพค้าขาย ซึ่งต้องออกต่างจังหวัดบ่อยๆ เมื่อน้องยังเล็กเวลาผมไปโรงเรียน แม่ก็เอาน้องผมไปไว้บ้านคนเลี้ยง เวลาผมเลิกเรียน ผมมีหน้าที่ดูแลน้องๆ

วันเสาร์อาทิตย์ ผมไม่เคยออกไปเที่ยวเตร่ที่ไหน เพราะต้องคอยเลี้ยงน้องทำงานบ้าน ฯลฯ

นี่คือสาเหตุที่ทุกวันนี้ผมไปไหนมาไหนไม่ค่อยถูก แม้จะอยู่ กทม.มาตั้งแต่เกิดก็ตาม ใครอย่ามาถามผมเลยว่าจะไปสะพานควายนั่งรถเมล์สายอะไร ผมตอบใครไม่ได้ เพราะความที่ไม่เคยออกไปไหน ต้องทำหน้าที่ ให้ดี และทำทุกวันไม่งั้นแม่ตี

แม่ผมแกเป็นคนดุ...ดุมาก ใจแข็ง โดยเฉพาะกับผม แกเลี้ยงแบบสุภาษิตที่ว่า รักวัวให้ผูกรักลูกต้องตี

แม่ใจร้อน...เวลาใช้ให้ผมไปซื้อของ แกจะคอยว่า "เร็วๆนะอย่าช้าไม่งั้นเอ็งโดน"

ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมจะไปไหนมาไหนก็ตามผมไม่เคยเดิน ผมวิ่ง...วิ่ง...และก็ต้องวิ่ง

ใจไม่ดีทุกครั้งถ้าไปไหนมาไหนช้า ไม่ทันใจแม่ ก็ไม้ขัดหม้อมันไม่น่าพิสมัยสักเท่าไหร่เวลาท่านแม่ประทานให้ผม มันเจ็บที่สุด

แม่เคร่งคัดกับผมมากที่สุด เพราะผมจะโดนตีมากกว่าลูกทุกคน ในตอนเด็กเวลาโดนตีผมจะคิดเสมอว่าทำไมพ่อถึงต้องมาตายแล้วทิ้งผมไว้แบบนี้

ตอนนั้นผมน้อยใจแม่มาก คิดอยู่ตลอดว่าแม่ไม่รักเรา แม่รักน้องๆ มากกว่าเรา

ไอ้ผมมันก็เป็นคนแปลก คือเหมือนประชดชีวิตนะ ผมเห็นเวลาเพื่อนผมโดนแม่ตีมันใส่ตีนหมาโกยอ้าว

แต่ ผมไม่เคยวิ่งหนียืนให้แม่ตีอยู่นั่นแหละ ให้แกตีจนกว่าแกจะเหนื่อยไปเอง

เพื่อนผมมันเคยแนะผมว่า "ไอ้ห่าเอ้ย เวลาแม่เขาตีมึงทำไมมึงถึงไม่วิ่งหนีแบบกูวะ ยืนนิ่งเป็นตอไม้อยู่ได้"

ตอนนั้นผมก็ตอบมันไม่ได้ว่าทำไมผมไม่ใส่ตีนหมาเหมือนมัน นี่้มั้งที่เขาเรียกว่าเป็นคนมีทิฐิ?

ความรู้สึกว่าแม่ไม่รัก มันค่อยๆ ฝังแน่นเข้าไปในจิตใจผม โดยที่ผมไม่รู้ตัวตั้งแต่นั้นมาจนโตมีครอบครัวมันก็ยังเกาะกินใจผมอยู่ ไม่เคยเลือน ผมขอข้ามเรื่องปลีกย่อยไปนะครับ มันเยอะเกิน

เมื่อผมมีลูกสองคน วิกฤติในชีวิตครอบครัวก็เข้ามา เมื่อลูกชายคนเล็กผมกำลังจะเอ็นเข้ามหาลัย

ตอนนั้นผมทั้งยื้อ ทั้งด่า คือ ยื้อไปด่าไป ผลที่สุดก็กลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกัน ด้วยคำพูดไม่ดี ที่มันทำให้ผมรู้สึกแย่มากที่สุด

ผมแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่ห่วงลูกโดยเฉพาะไอ้คนเล็ก แต่ไอ้ความเครียดมันมีผลกับการดำเนินชีวิตตามปรกติ ผมเริ่มไม่ค่อยกินอาหาร

ผมสูง ๑๖๕ จากที่เคยน้ำหนัก ๖๐ กว่าๆ ในสองสามปีน้ำหนักผมเหลือแค่ ๔๔ กิโล

เพื่อนบ้านต่างจับตามอง เพราะเขาคิดว่าในไม่ช้าผมคงตาย ...เขามาเล่าให้ฟังตอนผมดีขึ้นแล้วครับ...

ตอนนั้นแม่ผมท่านชราภาพแล้ว อายุ ๗๐ กว่าๆได้ แกอาศัยอยู่กับพี่สาวผม แล้วเมื่อแกได้ข่าวว่าผมกำลังกลายเป็นไม้เสียบผี วันหนึ่งแกก็ให้พี่สาวขับรถมาเยี่ยมผมที่บ้าน

มาถึงแกมองผมด้วยแววตาที่ผมไม่ค่อยจะได้เห็น แต่ตอนนั้นผมกำลังหน้ามืด เลยไม่ได้สดุดใจอะไร ก็นั่งคุยกัน แม่ก็บอกกับผมว่า

"ทำไมเอ็งผอมขนาดนี้ว่ะ"

"หนูกินข้าวไม่ลง"

"แม่ว่าเอ็งเลิกสูบบุหรี่ดีกว่า ข้าวก็ไม่กินยังดันสูบบุหรี่อีก ถึงได้ผอมเป็นผี เออ แม่จะเข้าห้องน้ำเอ็งพาแม่ไปห้องน้ำทีซิ"

ผมชักแปลกใจ ว่าทำไมแม่เข้าห้องน้ำคนเดียวไม่ได้ ก็บ้านผมมันแค่ทาวน์เฮ้าส์เล็กๆ ห้องน้ำก็อยู่ข้างล่าง ใกล้ๆกับห้องสารพัดประโยชน์

แต่ผมก็ลุกพาแม่ไปห้องน้ำ แล้วแม่ผมก็หยุดเดินหน้าห้องน้ำก่อนที่แกจะทำอะไรที่ผมคาดไม่ถึง

ผมเห็นแม่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ แล้วแกก็หยิบแบงค์พันออกมา

"แม่มีเงินอยู่แค่นี้ เอามาให้เอ็ง เอ็งเอาเงินที่แม่ให้ไปซื้ออะไรกินซะนะลูก แล้วอย่าไปคิดอะไรมาก อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด ทำตัวเองให้แข็งแรง เอ็งจะได้มีชีวิตอยู่ดูแลไอ้คนเล็กให้มันเรียนจบแล้วมีงานทำเลี้ยงตัวได้ จำคำแม่ไว้ จงอยู่เป็นเสาหลักให้ลูก แม้เสาอื่นมันจะเดินหนีไปแล้วก็ตาม"

ผมกำแบงค์พันของแม่แน่นในมือ ตอนนั้นแม้จะกำลังแย่ แต่ผมพอมีเงินอยู่บ้าง มากกว่าแบงค์พันที่แม่ให้ แล้วผมก็ร้องไห้เงียบๆ คือยืนน้ำตาไหลออกมาเฉยๆ ที่จริงใจผมอยากจะคืนเงินให้แม่ไป แต่ผมไม่กล้า

เงินพันบาทของแม่ มันมีค่ามากกว่าเงินหนึ่งพัน มันคือความรักที่แม่ให้ต่อลูก มันยิ่งใหญ่มากกว่าเงินอื่นๆเป็นล้านๆ ผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่พยักหน้ารับคำแม่

"หนูจะเอาเงินที่แม่ให้ไปซื้ออาหารกิน หนูสัญญาว่าหนูจะพยายามกิน และมีชีวิตอยู่ เพื่อลูก"

ผมเล่าเรื่องราวนี้ให้ลูกสาวคนโตฟัง และเล่าถึงความรู้สึกของผมให้ลูกฟัง แล้วผมก็บอกลูกว่า

"...จะกินข้าวแล้ว พรุ่งนี้พาไปซื้อหมอตุ๋นอาหารนะ จะเอาเงินที่ได้มาเพราะความรักของแม่ไปซื้อ"

...ที่ผมต้องตุ๋นอาหารกินเพราะความที่ผมอดอาหารมานาน มันทำให้กระเพาะผมฝ่อผมเลยกินอาหารปรกติธรรมดาเหมือนคนอื่นไม่ได้ กระเพาะมันไม่รับอาหาร กินเข้าไปมันจะอ้วกออกมาหมด

หมอเขาบอกว่าถ้าผมอดอาหารอย่างนี้ผมจะตายสมใจในไม่ช้า

แล้วผมก็พยายามกินอาหาร แรกๆก็ทีล่ะคำสองคำ ต่อไปก็กินได้มากขึ้น จนสามารถกินอาหารเป็นปรกติได้ แม่ผมดีใจที่เห็นผมไม่ตาย และมีเนื้อมีหนังขึ้น


ผมจะบอกว่า ปมในใจของผมมันยังฝังลึกอยู่โดยที่ผมไม่รู้ตัว ที่บอกว่าแม่ไม่รักๆ จนสุดท้ายของชีวิตแม่ผม ผมก็ยังทำเลวๆ ซึ่งผมไม่เคยให้อภัยตัวเองเลย เรื่องต่อไปนี้ ขอให้เพื่อนอ่านนะครับ

วันหนึ่งเมื่อสี่ปีที่แล้ว ผมยังจิตตกอยู่และป่วย เลยหงุดหงิดง่าย ขี้โมโห ปะฉะดะเค้าไปทั่ว น้องสาวคนเล็กคนล่ะพ่อกับผมโทรมาบอกว่า

"พี่ ไปดุแม่หน่อยแม่เป็นไข้หวัด หนูขึ้นไปดูแม่ไม่ได้ ไปเร็ว ๆนะพี่"

ความที่ผมมีอารมณ์ไม่ปรกติ ผมเลยโมโห เลยย้อนถามไปว่า

"ทำไมเอ็งไปไปดูแม่เอง กูเดินแทบไม่ไหวเสือกมาใช้กู เอ็งมือดีตีนดีแข็งแรงทำไมไม่ไปเองล่ะ แล้วเลือกมาสั่งกูอีก เห็นแก่ตัว จะให้คนป่วยไปดูแลคนป่วย ใช้อะไรคิดวะ"

แล้วผมก็โทรไปหาแม่ ถามอาการแก แกบอกว่าแกค่อยยังชั่วแล้ว ความที่ผมโมโหน้องเลยด่าน้องสาวให้แกฟัง แกบอกผมว่า

"อย่าโมโหเอ็งยิ่งไม่สบายอยู่ แล้วก็อย่าไปโกรธน้องมันทำงาน คงไม่มีเวลามาดูแม่"

"แม่เข้าข้างน้องอีกแล้ว"

ผมพูดกับแม่แบบนั้นแล้วก็วางสาย แล้วผมก็ไม่โทรไปหาแม่อีกเลย เพราะผมน้อยใจ และผมประมาทในการใช้ชีวิต ผมไม่เคยคิดเลยว่าแม่...ผู้หญิงเก่ง แข็ง จะไม่มีวันตายจากผมไปได้ ผมลืมคิดถึงเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ผมโง่สิ้นดี

เดือนมกรา ๒๕๕๓

พี่สาวผมโทรมาหาผมตอนดึกบอกว่าแม่ล้มในห้องน้ำ ตอนนี้อยู่ห้องไอซียู หมอบอกว่าเส้นเลือดในสมองแตก ต้องผ่าตัดด่วน

"พี่ไม่กล้าตัดสินใจคนเดียว ช่วยพี่ตัดสินใจนะ"

ผมนั่งรีบนั่งแท็กซี่ไปทันที สภาพแม่ตอนนั้นมีสายระโยงระยางไปหมด แกนอนหลับตา ไม่พูด แต่มือแกไขว่คว้าตลอด ผมไปกระซิบบอกแม่ที่ข้างหูว่า "แม่หนูมาแล้ว"

แกคงพอรู้ตัวแกเอามือผมที่จับมือแกไว้ ดึงไปที่สายเครื่องช่วยหายใจ แล้วก็ดึงมือผมไปที่สายฉี่ที่หมอใส่ไว้ ผมรู้แกคงอยากจะบอกให้ผม บอกพี่น้องทุกคน และหมอว่า แกอยากไป...

ผมและพี่สาวคุยกับหมอเจ้าของไข้ หมอบอกว่าต้องผ่าตัดเดรนเลือดที่คั่งในสมองออก ผมถามว่าแล้วแม่จะดีขึ้นไหม หมอบอกว่าแม่แก่แล้ว ถ้ารอดแม่อาจจะเป็นเจ้าหญิงนิทรา แต่ หมอเกรงว่าจะยื้อชีวิตแม่ไม่ได้ เพราะแม่อายุมากแล้ว

สรุป เรายอมให้หมอผ่าตัดแม่

แม่ฟื้นขึ้นในตอนบ่ายของอีกวัน แต่แกยังหลับตาอยู่ ผมด่าตัวเองตลอดในตอนนั้นว่า ทำไมผมถึงน้อยใจแม่ จนไม่ยอมพูดคุยกับแม่ จนถึงวันนี้ผมมาหาแม่ แต่แม่พูดกับผมไม่ได้ แม้แต่จะลืมตามองผมแม่ก็ทำไม่ได้ ผมบอกเรื่องนี้กับพี่สาว พี่สาวบอกผมว่า

"ถ้าเปิดตาแม่แม่จะมองเห็นนะ พี่จะทำให้ดู แล้วพี่สาวผมก็เปิดเปลือกตาแม่ แล้วแม่มองมาที่ผม แม่ทำท่าทางเหมือนร้องไห้ ผมทนเห็นภาพนั้นไม่ได้ บอกอย่างไม่อายว่าผมวิ่งหนีจากเตียงที่แม่นอนอยู่พร้อมทั้งร้องไห้โฮๆ โดยไม่อายใคร

"ตอนนั้นผมเกลียดตัวเองที่สุด ที่โง่ ซื่อบื้อ ดันไปสงสัยในความรักของแม่ ไอ้เวร ... มึงมันโง่มันเลว แม่รักมึง แต่มึงตาบอดมองไม่เห็นความรักที่แม่มีให้ แม่เลี้ยงมึงมาตั้งแต่เล็กจนโต จนมึงมีครอบครัว แม่ให้มึงดื่มน้ำนมในอก เวลามึงทุกข์ จะตายห่า ใครมาดูมึง ไม่มีนอกจากแม่เท่านั้นไอ้เลว กูมันเลว"

แม่ผมนอนอยู่โรงพยาบาลหนึ่งอาทิตย์ และก็เสียชีวิต ผมช่วยงานศพแม่ทุกวันตลอดอาทิตย์ ทำทุกอย่างที่ทำได้ แม้จะไม่แข็งแรง ผมก็ดึงพลังเฮือกสุดท้ายออกมาจนหมด ผมไม่เป็นลมเป็นแล้งเหมือนที่ใครๆกลัว พี่น้องที่เขาแข็งแรงกว่าผมลมจับกันสองสามคน

จนวันลอยอังคารท่านที่หน้าวัดหลวงพ่อโสธร...ผมจำไม่ได้ว่าเขาเรียกแม่น้ำอะไร (แอดมิน: แม่น้ำบางปะกง) แกชอบที่นั่นแกไปกินเจอยู่ที่นั่นทุกปี

แม่ผมไปสู่สุขคติแล้ว แต่ผมยังอยู่กับความผิดที่ผมไม่มีวันลืม และไม่มีวันให้อภัยตัวเอง

เรื่องนี้สอนให้ผมรู้ว่า ลูกๆทุกคนอย่าได้คับข้องใจ หรือ สงสัยในความรักที่แม่มีต่อเรา ท่านนะรักเราน้อย หรือมาก แต่ความรักของแม่บริสุทธิ์ และเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครในโลกนี้จะรักเราได้ เท่าผู้หญิงคนนี้ คนที่เราเรียกว่า แม่

สุดท้ายนี้ผมจะบอกว่าผมรู้แล้วครับแม่ว่าแม่รักผม และผมขอโทษที่เคยมีอคติกับแม่ ผมขอกราบขอโทษแม่ครับ แม้มันจะสายไป แต่ ผมสำนึกแล้ว

ผมหวังกระทู้เรื่องของตัวผมที่เขียนมาในวันนี้ คงจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย

ผมรักแม่ทุกวันและไม่มีวันเลิกรักแม่เลย... "


By: สุดสวย : สงสารชีวิตวัยเด็กของคุณแดงชราเนอะ เวลาแม่ตีสุดสวย สุดสวยจะนั่งร้องไห้เป็นวันๆ แล้วร้องเสียงดังมาก แม่จะต้องหาผ้ามาอุดปากสุดสวยเลยค่ะ แล้วสุดสวยจะดื้อที่สุดในบ้าน ตอนเล็กๆสุดสวยไม่ค่อยรักแม่หรอก เพราะแม่ดุ จะรักพ่อมากกว่าพ่อพาไปอยู่ด้วยไปออกท้องที่ ไปตามบ้านนอก ไปสวนไปป่าไปเมือง สุดสวยมารักและสงสารแม่ตอนที่มีลูกของตัวเองนี่แหละค่ะ

By: ตัวดำแต่ใจแดง : "ขอบคุณความจริงที่อยู่ในใจ ที่ท่านแดงชราได้เล่ามาให้ฟังนะครับ...

คนเราบางที ใครไม่โดนอย่างเราซ้ำบ่อยๆ จำเจอย่างที่พี่โดน เค้าก็คงจะไม่เข้าใจเราหรอกครับ...

ผมฟังพี่แล้ว เหมือนกับที่แม่ของผมเล่าชีวิตของท่านให้ผมฟัง ตอนที่ท่านยังเล็กๆ ไม่ค่อยต่างกันซักเท่าไหร่เลย...

เพราะเหตุนี้กระมัง แม่ผมเองจึงเลี้ยงลูกอย่างไม่เก็บกดนัก แต่มีระเบียบและเด็ดขาด...

ถ้าแม่ได้สั่งงานอะไรกับใครแล้ว??? ...คนนั้นต้องรับผิดชอบงานนั้นๆ อย่าให้บกพร่อง...

ส่วนนี้มันจึงติดตัวพวกผมมากันจนโต แต่เมื่อเทียบดู ผมยังเบากว่าชีวิตของท่านแดงชรามากๆเลยน่ะครับ...

ไม่ทราบว่า เรื่องทิฐิ ที่พี่เองก็รู้ตัวว่าพี่มีอยู่มาก ไม่ทราบว่า ปัจจุบันนี้ พี่ปล่อยวางมันลงได้มากหรือยังครับ???...

หากว่ายัง ผมอยากให้พี่ปล่อยวางมันลงซะเถอะนะครับ อย่าให้มันมาขุ่นอยู่ในจิตใจของเราอีกเลย...

ยอมรับสภาพกับสิ่งที่มันเป็น มีปัญหาอะไร??? ก็ค่อยๆหาทางแก้ไขมันไปนะครับ...

ขอให้พี่จงมีชีวิตที่เป็นสุข ในบั้นปลายของชีวิตนะครับพี่แดงชราครับ ด้วยความจริงใจครับ!!!"...

By: แดงชรา : คุณตัวดำใจแดงครับ

ผมยังคงมีทิฐิอยู่ แต่บางลงนิดแล้ว ผมคงได้มรดกจากแม่มาเต็มๆ เพราะคนรอบข้างบอกเสมอว่าผมเป็นคนดุ ลูกหลานค่อนข้างกลัวเกรง

ทุกวันนี้ผมว่าผมใจดีกว่าอดีต พี่น้องลูกหลาน หรือญาติผู้ใหญ่ก็ลงความเห็นว่าผมเบาลง แต่คนมันเคยเกรงกันก็เลยเกร็งๆกันอยู่

ผมคิดว่าการที่เรามีอายุมากขึ้น เราควรจะใจเย็น และยอมรับฟังคนอื่น โดยเฉพาะความรู้สึกหรือ ความคิดของเด็กๆ ถ้าเรายังคงเป็นคนตรงเป๊ะเกินไป บางทีลูกหลานที่มันทำอะไรไม่ถูกต้อง ก็ไม่กล้าพูดคุยให้เราฟัง และมันจะทำให้เค้าเดินไปในทางที่ผิดอย่างโดดเดี่ยว

ปัจจุบันผมกลายเป็นที่ปรึกษาของเด็กๆแถวบ้าน ก็คอยช่วยแนะนำหรือแก้ปัญหาให้ แม้เขาจะมาปรึกษาแบบกล้าๆกลัว ๆก็ตาม แต่ก็ดีกว่าเขาจะทำอะไรลงไปด้วยวุฒิภาวะที่ยังไม่พร้อม

ขอบคุณอีกครั้งในความห่วงใยครับ

By: ตัวดำแต่ใจแดง : ..."ถ้าเรายังคงเป็นคนตรงเป๊ะเกินไป บางทีลูกหลานที่มันทำอะไรไม่ถูกต้อง ก็ไม่กล้าพูดคุยให้เราฟัง และมันจะทำให้เค้าเดินไปในทางที่ผิดอย่างโดดเดี่ยว"...

ดีใจครับ ที่ได้อ่านเม้นท์นี้ของพี่ มันบอกว่า พี่แดงเองก็รู้ตัวพี่เองดีอยู่แล้ว...

สิ่งที่มันจะช่วยให้พี่มีความสุขได้ดีที่สุดแล้วก็ไม่เครียดด้วย นั่นก็คืออะไรที่มันพอจะละวางได้บ้าง...

พี่ก็อย่าไปยึดไปถือ เอามันมาให้หมองในอารมณ์เลยน่ะครับพี่ ขอให้พี่มีความสุขตามที่มันควรจึงพึงมีพึงได้นะครับ"

By: รักกัน : ผมชอบบทความทั้งหมดนี้ และผมรัก ถ้อยคำในประโยคนี้...

"อย่าได้สงสัย ในความรักของแม่"

By: payai97 : ไม่ต้องหวังอะไรมากกับแม่..มากไปกว่าปัญญาของแม่จะหยิบยื่นให้

แค่อุ้มท้อง 9 เดือนเบ่งออกมาเจียนตาย บุญคุณก็ล้นหัว..ทั้งชาติก็ใช้แม่ไม่หมด

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

33 ใครคิดถึง มานี..มานะ..ปิติ..ชูใจ..วีระ.. โหลดไปอ่านรำลึกความหลังกันได้!!

@ สดุดี..นโยบายบัตรทองประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค
@ ฮู้ยยยย...สติแตกกันไปหมดแย้วทั้งคนเล่นและกองเชียร์แนวร่วม
@ ความเป็นมาของ คดีสะเทือนโลก "ที่ดินรัชดา" ที่ทุกๆคนควรรู้!!!
@ พี่สาวผมเคยถามผมว่า ทำไมผมจึงฝักใฝ่อยู่กับคุณทักษิณ?????
@ เฮ้อ!! ณ นาทีนี้..บอกได้คำเดียว เสียดาย..เสียดายครับ...นโยบายดีๆที่คน กทม. ไม่เอ๊า..ไม่เอา...
@ ทำความเข้าใจก่อนวิจารณ์ "การลงทุน 2 ล้านล้าน" กับ รัฐมนตรีชัชชาติ สิทธิ์พันธุ์
@ เขียนให้อ่าน..จากใจ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
@ ทิ้งหนี้ไว้ให้ลูกหลาน โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
@ อะไรคือ มรดกอสูร!!! ใครคือ ทายาทอสูร!!! ดร.โกร่งมีคำตอบ
@ ผงซักฟอกยี่ห้อใหม่ตราตาชั่งเอียงสีฟ้า
@ เป็นเพราะว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหล่านี้ไม่มีสำนึกในการรักษาความยุติธรรม..และยังทำลายความยุติธรรมด้วยมือของตนเองอีกด้วย...
@ คำแปล ปาฐกถาพิเศษ ปชต."นายกฯยิ่งลักษณ์"ที่มองโกเลีย
@ จดหมายเปิดผนึก.. ส.ส.และ ส.ว.312 คน คัดค้านและไม่ยอมรับการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ

คลิกที่ภาพ...เพื่อดูขนาดที่ใหญ่ขึ้น @ New!! แจกปฏิทินนายกฯปู พ.ศ.2556 คลิกที่นี่...

คลิกที่ภาพ...เพื่อดูขนาดที่ใหญ่ขึ้น




ดาวน์โหลด..หนังสือเรียนภาษาไทย มานี มานะ 12 เล่ม PDF ฟรี!!

หลังจากที่ได้เขียนบทความ ดาวน์โหลด หนังสือเรียนภาษาไทย มานะ มานี ปิติ ชูใจ ทั้ง 12 เล่ม ฟรี ไปแล้ว ก็มีหลายท่านขอเข้ามาอีกว่าอยากให้ฝากไฟล์ไว้ที่ drive.google อีก วันนี้ก็เลยจัดให้อีกครับผม กับหนังสือเรียนภาษาไทย มานี มานะ

หนังสือหนังสือเรียนภาษาไทย มานี มานะ เล่มนี้ดีมากๆครับ ด้วยกรมวิชาการได้จัดทำหนังสือเรียนภาษาไทย ตามหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช ๒๕๒๑ หนังสือเรียนภาษาไทยได้จัดพิมพ์ที่โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว โดยนายวิเวก ปางพุฒิพงศ์ ผู้พิมพ์และโฆษณา ๒๕๓๒

ในเรื่องจะมี ตัวละครหลักดังนี้...
มานี มานะ เจ้าโต(สุนัข)
ปิติ เจ้าแก่(ม้า) ชูใจ สีเทา(แมว)
วีระ เจ้าจ๋อ(ลิง)

ยังไงถ้าหากใครคิดถึง มานี มานะ ปิติ ชูใจ วีระ ก็ดาวน์โหลดไปอ่านรำลึกความหลังกันได้นะครับ อิอิ

@ ดาวน์โหลดที่นี่...

หรือ ที่นี่...

@ ป.1 เล่ม1
@ ป.1 เล่ม2

@ ป.2 เล่ม1
@ ป.2 เล่ม2

@ ป.3 เล่ม1
@ ป.3 เล่ม2

@ ป.4 เล่ม1
@ ป.4 เล่ม2

@ ป.5 เล่ม1
@ ป.5 เล่ม2

@ ป.6 เล่ม1
@ ป.6 เล่ม2


และ/หรือ ที่นี่...

@ ป.1 เล่ม1
@ ป.1 เล่ม2

@ ป.2 เล่ม1
@ ป.2 เล่ม2

@ ป.3 เล่ม1
@ ป.3 เล่ม2

@ ป.4 เล่ม1
@ ป.4 เล่ม2

@ ป.5 เล่ม1
@ ป.5 เล่ม2

@ ป.6 เล่ม1
@ ป.6 เล่ม2


@ E-Book ป.1 เล่ม1
@ E-Book ป.1 เล่ม2

แสบๆ คันๆ มันส์ๆ กับ "มานี มีแชร์"


@ ติดตามชม "มานี มีแชร์" ที่หน้าเพจ maneehaschair


@ "ทางช้างเผือก" มานะ มานี ปิติ ชูใจ เวอร์ชั่นใหม่

"ทางช้างเผิอก"
ตอนที่ 13 แล้ว...เราก็ได้พบกัน (พ.ศ.2544)
By: รัชนี ศรีไพวรรณ

แพทย์หญิงมานี รักเผ่าไทย ออกจากห้องคนไข้คนสุดท้ายเมื่อเวลา 16.55 น. พยาบาลที่รออยู่หน้าห้องรายงานว่า มีสุภาพสตรีคนหนึ่งมาคอยพบอยู่ที่ห้องพักร่วมสองชั่วโมงแล้ว มานีรู้สึกตื่นต้นจนแทบระงับไม่ไหว เธอขอบใจนางพยาบาลคนนั้นพลางถอดเสื้อคลุมและส่งเครื่องมือแพทย์ให้ แล้วรีบเข้าไปล้างมือในห้องน้ำที่อยู่ใกล้ที่สุด

มานีรู้ดีว่าสุภาพสตรีคนนั้นคือชูใจ ชูใจเพื่อนรักที่ไม่ได้พบกันเลยตลอดเวลา 17 ปี แม้จะได้ส่งข่าวคราวโทรศัพท์ถึงกันและได้เห็นภาพถ่ายอยู่เสมอ ก็ไม่ดีใจเท่าจะได้พบกันในวันนี้

* * * * *

เมื่อเรียนจบชั้นประถมปีที่ 6 แล้ว พ่อของมานีก็ส่งเธอไปเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาที่กรุงเทพมหานครเช่นเดียวกับมานะ ส่วนชูใจเรียนต่อที่โรงเรียนประจำอำเภอ แล้วทั้งสองก็ไม่ได้พบกันอีกเลย เพราะย่าของชูใจเสียชีวิต แม่ของชูใจมารับเธอไปอยู่ด้วยที่เพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย พ่อเลี้ยงของชูใจเป็นประธานบริษัทเครื่องหนังที่ร่ำรวย เขาเป็นหมันจึงรักชูใจเหมือนลูกแท้ๆของเขา ชูใจมีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ เธอเรียนต่อด้านการออกแบบเครื่องหนัง และทำงานในบริษัทของพ่อเลี้ยงนั่นเอง และแต่งงานกับลูกชายรองประธานบริษัทซึ่งทำงานอยู่ด้วยกัน

วันนี้ชูใจมีโอกาสได้กลับมาประเทศไทย เพื่อไปร่วมฉลองพิธีการแต่งงานของปิติที่จังหวัดลำปางในอีกสองวันที่จะถึงนี้ ปิติเรียนสำเร็จจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พบกับเจ้าสาวของเขาระหว่างเรียนด้วยกัน เจ้าสาวของปิติเป็นลูกสาวชาวสวนผู้มั่งคั่งของจังหวัดลำปาง

เมื่อมานีผลักบังตาเข้าไป สุภาพสตรีที่นั่งกระวนกระวายอยู่โผเข้ามากอด ทั้งสองกอดกันแน่นหัวเราะพลางร้องไห้พลางด้วยความดีใจสุดขีด

"มานีจ๋า ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน"

"ฉันก็เหมือนกันจ้ะ ชูใจ เธอน่าจะชวนปีเตอร์มาด้วย" มานีพูดถึงสามีของชูใจ ชูใจคลายวงแขนออก จ้องมองเพื่อนรักทั้งๆที่น้ำตายังนองหน้า

"ปีเตอร์เหรอจ๊ะ เขาอยากมาจะแย่ แต่ตอนนี้ไม่ว่าง คราวหน้ามานีแต่งงาน ฉันพาเขามาด้วยแน่ๆ"

มานีหัวเราะ ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้ชูใจและตนเอง จูงเพื่อนไปนั่งที่เก้าอี้ "ฉันคงไม่มีวันนั้นหรอกจ๊ะ"

"อะไรกัน? เธอน่ะทั้งสวย ทั้งดี จันทรเขาเล่าให้ฟังหมดแล้วล่ะ"

"อ้าว ไปพบจันทรกับเพชรมาแล้วเหรอ นี่เธอมานานแล้วซี ไหนว่าจะนอนพักซักงีบ เครื่องลงเมื่อตีสี่ไม่ใช่เหรอ"

"ใครจะไปงีบลงล่ะจ๊ะ หัวใจมันร่ำร้องอยากพบเพื่อนๆ อากับอาสะใภ้ไปหาฉันที่โรงแรมเมื่อแปดโมง ฉันก็เลยมากับอา ไปบ้านอา ไปกราบคุณแม่ของเธอ คุณพ่อยังไม่กลับจากทำงาน ไปบ้านปิติเจอแต่แม่ของปิติเหมือนกัน แล้วก็ไปบ้านจันทรกับเพชร ร้านของเขาใหญ่โตดีนะ น้าของเขาก็มอบให้จันทรกับเพชรดูแลร้าน ลูกคนเล็กของเขาน่ารักนะ อีกสองคนไปโรงเรียนเลยยังไม่ได้พบ ถ้าฉันไม่มีทางจะมีลูกได้ ฉันจะขอลูกของจันทรไปเลี้ยง ไม่รู้เขาจะให้หรือเปล่า" ชูใจคุยจ้ออย่างมีความสุข

"คงให้นะ เพราะจันทรกับเพชรก็รักและไว้ใจชูใจมาก เออ..เสียดายครูไพลินกับคุณอาทวีปย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว เธอเลยไม่ได้พบ"

"นึกถึงความหลังแล้วมีความสุขจัง ถ้าย่ายังอยู่ก็ดีนะ ยายของปิติก็เสียแล้ว พี่มานะอกหักแล้วยังหาใหม่ไม่ได้เหรอจ๊ะ ติดยศพันตรีแล้วไม่ใช่หรือ กลับมาเยี่ยมบ้านบ่อยไหม แล้วพี่เขาจะกลับลำปางกับเราไหมจ๊ะ"

มานีหัวเราะเบาๆ

"พี่มานะเขามีคนรักใหม่แล้ว แต่ไม่รู้จะแต่งงานกันเมื่อไหร่ อาจจะได้พาปีเตอร์มาเร็วๆนี้ก็ได้นะ วันนี้วันศุกร์พี่มานะมาไม่ได้ พรุ่งนี้เขาจะมาแต่เช้า ไปกับเราด้วย"

"พี่วีระซินะ น่าสงสาร คนดีๆไม่น่าจะเป็นอย่างนี้เลย"

ชูใจรำพึงอย่างสลดใจ

"เขามีภรรยาไม่ดีจ๊ะ เลยกลายเป็นคนขี้เมาหยำเป เสียสติ เลอะเลือน เพชรต้องดูแลลุงกับป้าแทน เพชรเป็นคนดีมาก ฐานะของเขาดีทีเดียว น้องๆได้เรียนสูงๆทุกคน"

"ตอนเขากับจันทรแต่งงานกัน ไม่มีใครบอกฉันเลย" ชูใจตัดพ้อ

"เขาไม่ยอมให้บอกจ๊ะ มีสตังค์แล้วจะพาลูกๆไปเยี่ยมเธอเอง"

"ขอให้จริงเถอะ เธอก็เหมือนกัน บอกว่าจะไป จะไป ไม่เห็นไปสักที" ชูใจควักค้อน

"เพิร์ธน่ะน่าอยู่น่าเที่ยวนะ ฉันไปเที่ยวมาหลายแห่งแล้ว ไม่ชอบใจเท่าเพิร์ธเลย ฉันชอบไปทำบุญที่วัดโพธิญาณกับแม่บ่อยๆ บางทีพ่อก็ไปด้วย พ่อเลี้ยงของฉันเป็นพุทธศาสนิกชนไปแล้วรู้ไหม"

มานีหัวเราะชอบใจ "ชูใจยังใช้ภาษาไทยได้ดีอยู่นะ จากไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว"

"ฉันพูดภาษาไทยกับแม่เสมอ แต่เรื่องเขียนนี่สิ ต้องขอบใจมานีที่เขียนจดหมายถึงฉันอยู่เรื่อยๆ ทำให้ฉันได้อ่านและเขียนภาษาไทย ไม่ลืมภาษาไทย พจนานุกรมที่เธอส่งไปให้น่ะ ฉันใช้อยู่เสมอเวลาเขียนจดหมายถึงเธอ ม่ายงั้นคงเหมือนกับโคลงโลกนิติที่ว่า อักขระห้าวันหนีเลยจ๊ะ"

"ชูใจหิวไหมจ๊ะ" มานีถามด้วยความเป็นห่วง

"ไม่หรอกจ๊ะ ก่อนมาหาเธอ จันทรเขาทำก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ให้ทาน อร่อยจังเลย ไม่ได้ทานนานแล้ว"

"เย็นนี้เราก็จะไปทานข้าวที่บ้านจันทร เธอจะกลับไปค้างที่โรงแรมหรือเปล่าจ๊ะ"

"เรื่องอะไร?" ชูใจค้อน "ฉันเตรียมกระเป๋ามาแล้ว นอนกับเธอ พรุ่งนี้เราก็ไปลำปางกันเลย เพชรเขาจะขับรถพาไป แต่ทางโรงแรมเขาบริการเอง"

"ปิติคงตื่นเต้นดีใจมากนะ นี่คงจะอยากมาหาพวกเราเต็มแก่ ถ้าไม่ติดว่าจะต้องเป็นเจ้าบ่าว"

"ฉันโทรไปหาเขาแล้ว" ชูใจพูดยิ้มๆ "ดีใจมากเลย เสียงเอะอะโล้งเล้งตามเคย นี่เดี๋ยวคงโทรมาหาพวกเรา"

"ถ้าเช่นนั้น เราไปบ้านจันทรกันดีกว่านะ" มานีพูดพลางลุกขึ้นหยิบกระเป๋าถือ "เดี๋ยวจะวานให้รถโรงพยาบาลไปส่ง ฉันไม่มีรถ ใช้แต่จักรยาน"

"ไม่ต้องหรอกค่ะ ท่านรองผู้อำนวยการผู้แสนมัธยัสถ์ ฉันมีรถตู้ของโรงแรมมาส่งและคอยรับใช้อยู่ตลอดเวลาตามคำสั่งของแด๊ด..เอ๊ย...ของพ่อ พ่อจองโรงแรมให้และสั่งให้โรงแรมบริการทุกอย่าง ของฝากเธอก็อยู่ในรถ ฉันมีกระเป๋าถือเก๋ๆที่ฉันออกแบบเองมาฝากเธอด้วยล่ะ"

"เฮ้อ..คนมีสตังค์ล่ะก็ เนรมิตอะไรได้ทุกอย่างนะ" มานีพูดยิ้มๆ

"ชดเชยกับที่ฉันเคยลำบากเมื่อเล็กๆไงล่ะ แหมคิดถึงย่าจังเลย"

ทั้งสองเดินเกี่ยวก้อยคุยกันไปยังที่จอดรถ ซึ่งมีรถคันหรูของโรงแรมมีชื่อจอดอยู่

"เธอสั่งงานไว้เรียบร้อยแล้วหรือ จะพักร้อนตั้งอาทิตย์เชียวนะ เห็นจันทรบอกว่าเธอเป็นหมอที่เอาใจใส่ห่วงงานมาก แม้จะมีตำแหน่งเป็นถึงรองผู้อำนวยการแล้วก็ตาม คนทั้งอำเภอรักเธอ ชอบเธอมากนี่ เมื่อตอนโรคฉี่หนูระบาด เขาว่าเธอไม่ได้หลับได้นอนเลยนี่ใช่ไหมจ๊ะ"

"จ๊ะ ตอนนั้นแย่หน่อย หมอ พยาบาล เหน็ดเหนื่อยกันทุกคน ตอนนี้ค่อยยังชั่ว ถ้าเธอมาตอนนั้นหรือปิติแต่งงานตอนนั้น ฉันคงลำบากใจเหมือนกัน"

เมื่อทั้งสองขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว รถคันงามก็ออกจากโรงพยาบาลมุ่งไปสู่ตัวเมือง มานีกับชูใจนั่งคุยไปตลอดทางสมกับความรักความคิดถึงที่มีต่อกัน มิตรภาพอันอบอุ่นเมื่อเยาว์วัยหวนกลับมาสู่หัวใจของคนทั้งสอง

ชูใจมองเพื่อนรัก แล้วพูดเบาๆว่า "แล้วเราก็ได้พบกันนะมานี แต่อีกไม่กี่วันเราก็ต้องจากกัน"

"แล้วเราก็จะได้พบกันอีกไม่ใช่หรือชูใจ ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราก็จะได้พบกันแน่นอน"

"แน่นอนจ๊ะ มานี เราจะได้พบกัน" ชูใจตอบพร้อมยิ้มอย่างเป็นสุข เมื่อนึกถึงเวลาแห่งความเบิกบานที่จะได้อยู่กับเพื่อนรักตลอดสัปดาห์นี้

แล้ว...เราก็ได้พบกัน

* * * * *

"ทางช้างเผือก" มานะ มานี ปิติ ชูใจ เวอร์ชั่นใหม่ เริ่มตั้งแต่มานีและชูใจยังไม่เข้าเรียน ป.1 สอดคล้องกับฉบับดั้งเดิมซึ่งเป็นแบบเรียน 6 ปีโดยไม่ให้ขัดแย้งกัน เพิ่มความสมจริงและร่วมสมัยของเนื้อหา ตัวละครมีการพูดคำสบถบ้างเพื่อไม่ให้ดู "โลกสวย" จนเกินไป การดำเนินเรื่องจะเดินไปจนเด็กทั้งหมดจบชั้นประถมศึกษา และเล่าต่อไปจนทั้งหมดเป็นผู้ใหญ่และกลับมาพบกันอีกครั้ง เชื่อว่าผู้อ่านที่เคยได้ใช้แบบเรียนชุดนี้ จะอ่านหนังสือเวอร์ชั่นใหม่นี้ได้อย่างสนุก เป็นการเตือนให้หวนนึกถึงนิยายฉบับแรกในชีวิตในวัยเยาว์ของใครหลายๆคน

@ โหลดที่นี่.. "ทางช้างเผือก" มานะ มานี ปิติ ชูใจ เวอร์ชั่นใหม่ ตอนที่ 1 ถึง ตอนที่ 13 PDF172หน้า

เชิญติดตามอ่านที่เว็บ pantip มานะ มานี ปิติ ชูใจ...

@ ป.1 เล่ม1
@ ป.1 เล่ม2

@ ป.2 เล่ม1
@ ป.2 เล่ม2

@ ป.3 เล่ม1
@ ป.3 เล่ม2

@ ป.4 เล่ม1
@ ป.4 เล่ม2

@ ป.5 เล่ม1
@ ป.5 เล่ม2

@ ป.6 เล่ม1
@ ป.6 เล่ม2

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

32 เมื่อผมไปอเมริกาครั้งแรกเมื่อเดือน มกราคมปี 1972.....ผมมีเงินติดตัวไป $80.00... ตอนที่ 15...สนุกสุดเหวี่ยงกับการขายและข่าวดีจาก California

@ สดุดี..นโยบายบัตรทองประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค
@ ฮู้ยยยย...สติแตกกันไปหมดแย้วทั้งคนเล่นและกองเชียร์แนวร่วม
@ ความเป็นมาของ คดีสะเทือนโลก "ที่ดินรัชดา" ที่ทุกๆคนควรรู้!!!
@ พี่สาวผมเคยถามผมว่า ทำไมผมจึงฝักใฝ่อยู่กับคุณทักษิณ?????
@ เฮ้อ!! ณ นาทีนี้..บอกได้คำเดียว เสียดาย..เสียดายครับ...นโยบายดีๆที่คน กทม. ไม่เอ๊า..ไม่เอา...
@ ทำความเข้าใจก่อนวิจารณ์ "การลงทุน 2 ล้านล้าน" กับ รัฐมนตรีชัชชาติ สิทธิ์พันธุ์
@ เขียนให้อ่าน..จากใจ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
@ ทิ้งหนี้ไว้ให้ลูกหลาน โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
@ อะไรคือ มรดกอสูร!!! ใครคือ ทายาทอสูร!!! ดร.โกร่งมีคำตอบ
@ ผงซักฟอกยี่ห้อใหม่ตราตาชั่งเอียงสีฟ้า
@ เป็นเพราะว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหล่านี้ไม่มีสำนึกในการรักษาความยุติธรรม..และยังทำลายความยุติธรรมด้วยมือของตนเองอีกด้วย...
@ คำแปล ปาฐกถาพิเศษ ปชต."นายกฯยิ่งลักษณ์"ที่มองโกเลีย
@ จดหมายเปิดผนึก.. ส.ส.และ ส.ว.312 คน คัดค้านและไม่ยอมรับการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ

คลิกที่ภาพ...เพื่อดูขนาดที่ใหญ่ขึ้น @ New!! แจกปฏิทินนายกฯปู พ.ศ.2556 คลิกที่นี่...

คลิกที่ภาพ...เพื่อดูขนาดที่ใหญ่ขึ้น

< < UpDate ถึงตอนที่ 17 > >
เก็บหน้านี้ไว้ใน Favorites เพื่อสะดวกในการอ่านตอนต่อๆไป นะครับ



หมายเหตุ: ขอขอบคุณและขออนุญาตคุณ akausa นำข้อเขียนของท่านมาลงไว้เว็บนี้นะครับ


เมื่อผมไปอเมริกาครั้งแรกเมื่อเดือน มกราคมปี 1972.....ผมมีเงินติดตัวไป $80.00
By: akausa เว็บประชาทอล์ค (เริ่มตอนแรก 26 ธ.ค.2554)

@ ตอนที่ 1-7 เชิญอ่านได้ที่นี่ครับ
@ ตอนที่ 8-14 เชิญอ่านได้ที่นี่ครับ

ตอนที่ 15... สนุกสุดเหวี่ยงกับการขายและข่าวดีจาก California

ผมเดินเข้าตึกไปขณะนั้นก็ประมาณ 10 โมงเช้า..โห..มีคนเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อ Register ที่จะเข้าไปใน Market คือเข้าไม่ได้ Open to Public หมายถึงใครๆก็เข้าไปได้ จะต้องมีธุรกิจหรือไม่ก็มีการงานมีตำแหน่งในธุรกิจนั้นๆ Market Week นี้เกี่ยวกับงานเสื้อผ้าดังนั้นตำแหน่ง Owner, Manager และ buyer จึงจะมีเป็นส่วนมาก ผมในฐานะที่มี Line show อยู่และได้ทำบัตร pass ล่างหน้าไว้แล้วจึงไม่ต้องไปเข้าแถวรอคิวลงทะเบียนอีกต่อไป เอา ID ที่เขาให้มาคล้องคอแล้วก็เดินผ่านจุดตรวจเช็คเข้าไปเลย

โชว์รูมของนายโจอยู่ชั้นสอง เมื่อผมเดินไปถึงก็เห็นนายโจกำลังโชว์ชุดแม้วให้กับลูกค้าอยู่ ผมสังเกตเห็นป้าย "Meo Fashions" ที่นายโจทำขึ้นใหม่ติดไว้ที่ฝาผนัง ทำให้ผมนึกภูมิใจ ดีใจมาก..ถึงจะยังกระท่อนกระแท่นอยู่ตอนนี้เราก็เข้า Business อย่างเต็มตัวแล้ว...เมื่อนายใจเห็นผมเดินเข้าไปเขาก็แนะนำให้ลูกค้าว่า "This is Mr. Aka. He’s the President of the company who created this beautiful little dress." Oh my God อีตาโจมันชั่ง Bull shit ดีแท้..ผมยังนึกไม่ถึงเลยว่าผมเป็นอะไร...แต่ก็ภูมิใจมากนะที่นายโจแนะนำลูกค้าไปอย่างนั้น...55555 แล้วผมก็ตอบขอบคุณลูกค้าที่มาอุดหนุนสั่งของเราไปขาย..

ฝรั่งนี่นะก็เป็นมนุษย์มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนทั่วๆไปนี่แหละ เพียงแต่เผ่าพันธุ์และการสื่อสารเท่านั้นที่ต่างกับเรา...ดังนั้นการสรรเสริญเยินยอ มีความรู้สึกดีที่ได้พบคนที่มีเกียรติในสังคมทำให้เขาหน้าบานเหมือนกัน

วันนั้นทั้งวันที่โชว์รูมของเรา Busy ตลอด ลูกค้าคนนั้นออกคนนี้เข้า นั่งรอคิวก็มี สรุปแล้วถือว่า ห้องโชว์รูมของเรา Hot มาก พวกเชลแมนส์ของโชว์รูมข้างๆแถวนั้นต่างมองด้วยความอิจฉา

โชว์นี้นายโจทุ่มเวลาให้กับ Meo Fashion ปกติเขาจะ Represent เป็นตัวแทนขายให้ 4-5 บริษัท ตอนนี้เหลือ 1 เป็น 2 กับ Line ของผม

Line ที่นายโจเหลือไว้ผมจำชื่อ Brand Nameได้ว่า Rainbow ซึ่งผลิตเสื้อผ้า Loungewear แบบชุดนอน ชุดหลวมๆอยู่กับบ้าน จะประมาณแบบรูปที่เอามาให้ดูนั่นแหละ ชุดแม้วของผมก็คล้ายอย่างนั้นแต่ไม่ได้แค่ใส่อยู่กับบ้านหรือใส่นอนเท่านั้นใส่ออกงานเลี้ยงยังได้เลย

อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นนายโจนี่ชาญฉลาดมากคือเขาไปเห็นรูปเมียของ Mayor of Dallas ในงานเลี้ยงอะไรไม่รู้ผมจำไม่ได้ในหนังสือพิมพ์แต่ใส่ชุดแม้วของเราเสียสวยเก๋เลย นายโจก็เอาไปพิมพ์ก็อปปี้ให้ลูกค้าดู..บอกว่าดูสิ..คนดังยังใส่เลย......ใส่ได้ทุกโอกาสเลย.....แบบฝรั่งเรียกว่า..Any occasion dress ผมชอบวิธี present หรือวิธีการขายจูงใจลูกค้าของนายโจมาก....นายโจนี่ผมก็ถือว่าเป็นครูในการขายของผมเลยทีเดียว

พวกเซลส์แมนในตลาดนี่ผมมาเรียนรู้ว่าเวลามีของใหม่อะไรที่ขายดีเขาก็อยากเอาไปขาย ที่รู้นี่เพราะวันหนึ่งก็มีนายคนหนึ่งเข้ามาถามผมถึงเรื่องชุดแม้วเขาบอกว่าสนใจที่จะขายให้เขามีลูกค้าประจำเยอะสามารถขายให้ผมได้ ผมก็บอกว่าถ้าคุณอยากขายก็ไปคุยกับนายโจสิเขาว่าอย่างไรผมก็ว่าอย่างนั้นเพราะ เขาเป็น Sales Manager อยู่ แต่แล้วนายนั่นก็ไม่ไปผมก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไร


มีอยู่วันหนึ่งมีผู้หญิงคนไทยคนหนึ่งเข้ามาเขามีร้านขายเสื้อผ้าเหมือนกันเขาถามผมว่าผมขายตัวละ 30 เหรียญทำไมขายแพงนัก เอากำไรมาก ที่เมืองไทยไปซื้อที่เชียงใหม่มีขายเยอะแยะตามตลาดตัวละ 4-5 เหรียญเอง มาถามผมอย่างนี้ ถ้าจะใช้วิธีพูดแบบแม่ค้าปากคลองตลาดแล้วผมก็จะบอกว่า "งั้นคุณก็นั่งเครื่องบินกลับไปซื้อที่เมืองไทยสิ"

แต่ผมก็คิดว่าจะสอนยายนี่เสียหน่อย ก็เลยถามเขาว่าร้านคุณขายเสื้อผ้าระดับไหน ราคาโดยเฉลี่ยอย่างไร เขาก็คุยว่าร้านเขาเป็นร้าน Boutique (บูติค) ขายเสื้อผ้าราคาระดับปานกลาง and up แล้วผมก็ถามว่าถ้าอย่างนั้นคุณคิดว่าคุณขายชุดแม้วนี่ในร้านคุณในราคา 65 เหรียญได้ไหม เขาก็บอกว่าได้สบายมาก ร้านเขามีระดับ

ผมก็เลยบอกว่าผมขายให้คุณในราคา 30 เหรียญคุณเอาไปขาย 65 เหรียญ คุณได้กำไรตั้ง 35 เหรียญแล้วทำไมต้องมาพะวงว่าผมจะได้กำไรเท่าไหร่ แถมยังไม่พอผมให้เครดิตคุณอีก 30 วัน ถ้าคุณคิดว่าผมเอากำไรมากไปคุณไม่ซื้อ...คุณเองก็อดที่จะเอาไปขายได้กำไรตัวละ 35 เหรียญ

พอผมพูดเสร็จเธอก็คงคิดได้แล้วก็สั่ง 1 โหล ทีหลังเขาก็สั่ง มาอีก 3-4 ครั้ง ซึ่งก็เป็นปกติที่ร้าน Boutique เขาจะขายได้ในระดับนี้เพราะย่านที่เขาเปิดร้านมันก็จะมีลูกค้าจำกัด ก็ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นนั่นแหละ คนที่อยู่ไกลเขาก็ไม่มาซื้อ

สรุปแล้วผมก็ไม่รู้ว่าน้องนางนั่นจะคิดได้อย่างที่ผมสอนหรือเปลี่ยนนิสัยได้หรือเปล่า การค้าขายเนี่ยต้องพอใจในส่วนที่เราได้ เขาซื้อเรา 5 บาทเขาเอาไปขายได้ 20 บาท 50 บาทหรือแม้แต่ 100 บาท ก็อย่าไปอิจฉาเขากลัวเขาได้เราก็อดเหมือนกัน...แม่นบ่อ

สามวัน(ศุกร์-อาทิตย์)ที่ผมอยู่ในโชว์รูม เรามีออเดอร์เยอะมากเกือบสามพันตัว ร้านค้าที่สั่งเป็นแบบ Chain Store ก็มี Chain Store ก็คือร้านที่มีหลายๆสาขา ตั้งแต่น้อยจนถึงมาก มีอยู่ร้านหนึ่ง มีตั้ง 65 สาขา เขาสั่งให้ส่งให้ 30 สาขาๆละ 1 โหลก่อน ถ้าเขาขายได้เขาก็จะสั่งเพิ่มและจะสั่งให้ครบสาขาเลย วิธีและระบบการค้าของเขาจะเป็นอย่างนั้น Reorder จะเป็นที่ต้องการของบริษัทผู้ผลิตอย่างยิ่งเพราะคนสั่งจะสั่งสองเท่าหรือสามเท่าของที่สั่งครั้งแรกเลย มันก็มีหลาย order นะที่เป็น Chain Store มี 4 สาขามั่ง 12 สาขาและ 18 สาขา ร้านพวกนี้ส่วนมากจะอยู่ใน 5 รัฐ ที่เป็น Territory หรือขอบเขตของโจเขา

ตอนเย็นวันอาทิตย์หลังจากเลิกงานแล้ว ผม โจและภรรยาเขาก็ไปกิน Dinner กัน กินเสร็จแล้วผมก็ขับรถกลับ(ประมาณ 2 ทุ่ม)Houston พร้อม order ที่ได้รับมา ขณะที่ขับรถกลับก็คิดมาตลอดทางว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว ปัญหาก็คือจะไปตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า มันกลายเป็นงานใหญ่แต่ทุนเราน้อยแต่ก็คิดว่า "I will do my best" เที่ยงคืนผมก็กลับถึงบ้าน อาบน้ำแล้วก็เข้านอน

ตอนเช้า 8 โมงเช้าผมก็ไปถึง Office ก็นั่งเอาออเดอร์มาแยกประเภทว่าอันไหนต้องส่งได้เร็วหรือเช้า มารวมดูว่าเขาสั่งสีไหน Size ไหนมากที่สุดแล้วจะได้จัดการสั่งทำต่อไป

อาทิตย์หนึ่งผ่านไประหว่างนั้นก็ได้รับ order จากโจที่ส่งมาให้เรื่อยๆ คือแต่ละวันถ้าเขาได้ออเดอร์ตอนเย็นเขาก็จะเมล์มาให้

และแล้ววันหนึ่งโจก็โทรมาบอกว่า Aka...I have a very good news for you... ผมก็ถามว่าอะไรหรือ..นายโจก็บอก Don(เขาหมายถึงนายดอนที่ขายให้ที่ตลาดแคลิฟอร์เนีย) he did a very good job for you at the market...see...I told you that he will do well. He’s very excited and he wants to make a real nice flier to mail to his customers. หมายถึงว่านายดอนขายได้ดีมาก เขาตื่นเต้นและเขาอยากจะทำใบปลิวส่งให้กับลูกค้าของเขา. ผมก็ตอบไปว่าผมดีใจและก็ให้นายดอนพิมพ์ใบปลิวได้แต่ขอดูก่อนพิมพ์นะ นายโจก็บอกโอเคและบอกว่านายดอนจะจัดการส่งออเดอร์มาให้ทางเมล์

มันไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่เราขายของอะไรและของนั้นขายได้และเป็นที่ต้องการของตลาดแล้ว "โอกาส" ก็จะเป็นของเรา ผมรู้สึกดีใจมากกับข่าวที่ได้รับและนี่ก็จะเป็นโอกาสของผมอีกครั้งที่จะได้เข้าสู่ในแวดวงธุรกิจและวงการแฟชั่นอย่างเต็มตัว ทั้งๆที่ไม่เคยรู้เรื่องแฟชั่นอะไรมาก่อนเลย....เข้าไปโดยบังเอิญแท้ๆ

อีกหนึ่งอาทิตย์อาทิตย์ต่อมานายโจก็ส่งข่าวมาว่า Market ครั้งหน้าเราจะมีตัวแทนขายที่ Miami Florida ชื่อนาย Paul และ ที่ Atlanta Georgiaชื่อนาย Millard ทั้งคู่ต่างก็รู้จักนายโจเพราะ Represent Line "Rainbow" เหมือนกัน

ก็คงไม่ต้องบอกนะครับว่าผมดีใจขนาดไหน ยังไม่พอผมกำลังจะสร้างชื่อเสียงให้ประเทศให้คนรู้จัก Thailand มากยิ่งขึ้นไปอีก เอาสินค้า Made in Thailand ไปขายสมัยนั้นใช่ว่าคนอเมริกันเขาจะรู้จัก Thailand เหมือนอย่างสมัยนี้ เยอะเลยที่คิดว่า Thailand คือ Taiwan

ผมไม่ได้มี Plan ที่จะสร้างธุรกิจให้เติบใหญ่อย่างนี้...คือแบบธุรกิจมันลากผมเข้าไปแท้ๆ

โปรดติดตามตอนต่อไปที่นี่... ธุรกิจเติบโตงานก็เยอะ ไปเรียกนาย Keith ให้อออกจากงานโบลิ่งแล้วมาทำกับผม...วันที่พระเจ้าได้บอกให้ใครคนหนึ่งรู้...ว่าผมเป็นคนอย่างไร..

Washington D.C ,U.S.A.

เนื่องจากมีคนบ่นมาเยอะให้ผมเขียนเรื่อง 40 ปีในการใช้ชีวิตในอเมริกาของผมต่อเพราะว่างเว้นมานานแล้ว...ก่อนอื่นก็ต้องขอโทษที่ไม่ได้เขียนเพราะเอาเวลาไปกู้ชาติมากไปหน่อย...55555...ช่วงนี้พอมีเวลาว่าง...จะพยายามเขียนให้ได้อาทิตย์ละ 2 ตอนครับ

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน.... หากไม่เข้าใจหรือมีคำถามอะไร....เชิญถามได้นะครับ.... อาข่า

ตอนที่ 16... ธุรกิจเติบโตงานก็เยอะ ไปเรียกนาย Keith ให้ออกจากงานโบว์ลิ่งแล้วมาทำกับผม...วันที่พระเจ้าได้บอกให้ใครคนหนึ่งรู้...ว่าผมเป็นคนอย่างไร..

.. เมื่องานเริ่มเยอะขึ้น....ผมทำสองคนกับหลานแม่เด็กไม่ไหวผมก็เลยไปหานาย Keith ที่ยังทำงานอยู่ที่โบว์ลิ่งนั่นอยู่...ไปชวนเขามาทำงานด้วยโดยจะจ่ายให้เขาเท่ากับที่เขาได้อยู่ตอนนั้น $430.00/Wk. ผมก็แบ่งหน้าที่ให้เขาทำและรับผิดชอบ คือ Confirm Order, Packing และ Shipping และก็อัพเดท Stock สินค้าอาทิตย์ละครั้งผมจะได้รู้ว่ามีไซด์ไหนสีไหนเหลือเท่าไหร่ซึ่งผมจะได้สั่งมาเพิ่มเติมได้ถูก

ส่วนหลานแม่เด็กผมก็ให้เขาดูแลรับผิดชอบเรื่องบัญชี ติดตามลูกค้าที่ค้างจ่ายแล้วก็เอาเช็คที่ลูกค้าจ่ายมาให้แต่ละวันไปเข้าธนาคาร

ถึงตอนนี้เวลาก็ผ่านไปเกือบปีแระเรากำลังจะเข้า Market Weeks เป็นครั้งที่ 4 ครั้งนี้นอกจากจะมีโชว์รูมที่ Dallas กับ Los Angeles แล้วเรายังจะมีที่ Miami, Atlanta และก็ที่ Chicago อีก ผมได้เตรียมตัวที่จะไปที่ชิคาโก้เพราะตั้งแต่จากมาแล้วก็ไม่ได้ไปอีกเลยจะได้ถือโอกาสไปเยี่ยมพี่สาวผมด้วย

จากที่เคยสั่งเจ๊ให้ตัดชุดให้ผมเดือนละ 4,000 ตัว ผมก็สั่งเพิ่มขึ้นอีกเป็น 6,000 ตัว โดยส่งมาเป็น 2 ล็อตๆละ 3,000 ตัว ตามสีและไซด์ที่ได้กำกับไป..

แล้ว Holiday’s Market ก็มาถึงโดยเริ่มต้นที่ Dallas ก่อนแต่ผมไม่มี Plan ที่จะไปเพราะคิดว่า Joe เขา Handle ได้อยู่แล้วและผมก็เตรียมตัวที่จะไป Chicago ใน Weekend ถัดไป งานที่ Dallas เริ่มตั้งแต่วันพุธ-วันอาทิตย์ แต่แล้ววันหนึ่งรู้สึกจะเป็นวันพฤหัส Joe ก็โทรมาบอกผมว่า มีคนต้องการที่จะพบผมเขาอยากจะมา Deal กับผมเรื่อง "ชุดแม้ว" และก็รายงานด้วยว่า Market ผ่านไปสองวันเขาก็ได้ Orders มาเยอะเหมือนกัน ผมก็ดีใจกับข่าว Orders แต่เรื่องที่คนจะมา Deal กับผมนั้นผมก็ถามโจว่าเขาต้องการ Deal เรื่องอะไร Joe ก็บอกว่าเขาอยากจะเอาชุดแม้วไปขาย ผมก็บอกโจว่าก็คุณเป็นผู้จัดการแล้วก็จัดการไปสิ Joe ก็บอกว่า "She just want to meet and talk to you" ผมก็เลยบอกว่าโอเค...นัดเธอไว้เลยตอน 6 โมงเย็นวันเสาร์...ผมจะบินไปตอนบ่ายค้างคืนหนึ่งแล้วเย็นวันอาทิตย์ถึงกลับ..

แล้วผมก็มานั่งนึกว่าใครหว่า....” She ” เสียด้วย...55555 วันนั้นผมก็เลยจัดแจงโทรไปจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบินไว้ แล้วบ่ายวันเสาร์ผมก็บินไป Dallas เข้าโรงแรมเอาของไปเก็บก่อนแล้วก็นั่งแท็กซี่ไปที่ Market ไปถึงที่โชว์รูมก็เห็น Joe กำลังขายชุดให้ลูกค้าอยู่ เขาเห็นผมก็ Say Hello แล้วก็แนะนำผมให้ลูกค้ารู้จักว่าผมเป็น President ของ Company และเป็นผู้ Design nice little dress นี้ด้วย....ลูกค้าก็ยิ้มด้วยความพอใจคือแบบมันเป็นของธรรมดาน่ะเราจะมีความรู้สึกดีเมื่อได้มีโอกาสพบปะบุคคลสำคัญหรือ VIP ลูกค้าก็ยื่นมือมา Check Hand ผมและก็บอกว่าชุดนี้สวยมากเธอหวังว่ามันจะขายดี ผมก็กล่าวขอบคุณที่สนใจในสินค้าของผมและบอกเขาไปว่าหากมีอะไรที่จะแนะนำแล้วผมยินดีรับฟังพร้อมกับควักนามบัตรผมให้ลูกค้า..

ช่วงนั้นเป็นเวลา บ่ายสี่โมงกว่าแล้วโชว์รูมของเราก็ Busy แบบคนรอคิวที่จะสั่ง ก่อน 6 โมงเล็กน้อยผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามา....ผมก็นึกในใจว่าผู้หญิงคนนี้เคยเห็นที่ไหนหว่า..แล้วเขาก็ไปทักทายกับ Joe เสร็จแล้ว Joe ก็แนะนำเธอให้รู้จักกับผม Joe บอกว่าผู้หญิงคนนี้แหละที่ต้องการรู้จักกับผมแล้วเขาก็พูดขึ้นว่า "Elizabeth, This is Aka..He's the president of the company...my boss...." เขาบอกว่า "อลิซาเบ็ท, คุณคนนี้คือคุณอาข่า..เขาเป็นประธานบริษัท...เป็นเจ้านายของผม...."

Elizabeth..ก็เลยยิ้มทักทายพร้อมกับยื่นมือมาเช็คแฮนด์..แล้วผมก็ถามว่าคุณสบายดีหรือ คุณเป็นคนเดียวกับ Elizabeth ที่ผมรู้จักที่ Houston เมื่อเกือบปีที่แล้วหรือเปล่า..แล้วเธอก็มองผมอย่างงงๆว่าผมก้าวมาไกลถึงขนาดนี้ได้อย่างไร.. และตอนนี้เธอกลับมาเป็นคนที่จะมาของานผมทำคือจะมาเป็นตัวแทนเอาชุดไปขายให้...ผมจำได้ไม่เคยลืมว่าวินาทีนั้นผมรู้สึกสะใจเป็นที่สุด..เพราะผมเคยบอกเธอว่า...เราคงจะได้เจอกันอีกครั้งหากเธอยังอยู่ในธุรกิจนี้อยู่และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ..เขาคงจะรู้ว่าพระเจ้าย่อมเข้าข้าง "คนดี" เธอก็บอกว่าใช่..แล้วก็ถามผมว่า Line นี้เป็นของคุณหรือ..ผมก็บอกว่าใช่...พอดีมีลูกค้าเดินเข้าร้านผมก็บอกเธอว่าเราเจอกันอีกครั้งพรุ่งนี้ตอน 10 โมงเช้าได้ไหมเพราะตอนนี้เรากำลังยุ่งอยู่ เธอก็บอกโอเค..แล้วเธอก็เดินออกไป..

ผมมานึกถึงเมื่อครั้งที่ผมเขียนจดหมายไปหา Elizabeth บอกเธอว่ารู้สึกเสียใจและเสียดายที่ไม่ได้ทำ Business ด้วยกัน God knew who told you the truth และผมก็ไม่ Blame เธอที่เธอมีแนวโน้มที่จะเชื่อ Nee มากกว่าผมเพราะเขารู้จักกันมานานแล้ว แต่อย่างไรก็ดีในกาลข้างหน้าหากทั้งเธอและผม Still in the same business อยู่เราคงได้เจอกัน

และวันนี้เราได้มาเจอกันอีกครั้ง....เจอกันแบบที่ว่าเธอไม่คาดฝันว่าผมจะก้าวมาถึงขนาดนี้ได้...ผมสะใจและก็ดีใจจริงๆนึกถึงเมื่อไหร่ก็ขนลุกเมื่อนั้น....Where there is a will..there is a way...ความพยายามอยู่ที่ไหน..ความสำเร็จอยู่ที่นั่น...ยังใช้ได้ดีเสมอ..

รุ่งขึ้นอีกวันผมก็ไปที่ Market ประมาณ 9.30 น. ถึงตอน 10.00 น. ผมก็ไม่เห็น Elizabeth มาตามนัดแล้วเธอก็ไม่ได้โทรมาด้วย แต่ก็ไม่เป็นไร..ถึงมาผมก็จะให้เขาตกลงกับ Joe อยู่ดีเพราะ Joe เป็น Manager และก็เป็น Territory ของเขาด้วย...ทางเดียวที่ Elizabeth จะเอาชุดแม้วนี่ไปขายตอนนี้ได้ก็คือเป็นเซลส์ให้เท่านั้น จะมาสั่งซื้อจากผมแล้วเอาไปจัดจำหน่ายเองไม่ได้แล้ว เพราะผมก็มี Net Work กระจายไปทั่วประเทศแล้ว ผมเองก็ไม่รู้ถึงสาเหตุที่เธอไม่มาว่าเป็นเพราะอะไร...แต่งานของเธอก็เป็นงานอย่างที่ผมทำนี่แหละ...ออกแบบ..หาแบบมาแล้วก็เอามาขาย...Take Order แล้วก็ Fill up Order..วงการแฟชั่นที่โน่นมันเป็นอย่างนี้..

บ่ายวันอาทิตย์ผมก็กลับพร้อมกับ Order ที่ได้รับมาผมจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่แต่ก็เกือบ 4 พันตัวนี่เฉพาะที่ Dallas ที่เดียวนะ..ยังจะมีจาก California, Miami, Chicagoและก็ Atlanta อีก..

ผมตั้งใจจะไปอยู่ Chicago 3 วันคือศุกร์เสาร์และอาทิตย์...ผมบินจาก Houston ไป Chicago ตอนเช้าวันศุกร์ไปถึงโน่นก็บ่าย..จำได้ว่าจะใช้เวลาบินประมาณ 6 ชั่วโมง...โดยมีพี่เขยและพี่สาวไปรอรับผมก็ไปนอนบ้านเขาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินนักไปทำอะไรกินกันแล้วก็คุยกันถึงเรื่องอดีต..พี่สาวผมเขาก็ดีใจนะที่ผมผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจได้...พี่สาวก็ปลื้มไปกับผมที่ไม่ผิดหวังกับน้องชายคนนี้...แหะๆ..

เช้าวันเสาร์พี่เขยก็ขับรถไปส่งผมที่ Apparel & Accessory Shows ที่ Merchandise Mart ถนนอะไรผมก็จำไม่ได้แระอยู่ใน Downtown Chicago นั่นแหละแล้วผมก็บอกพี่เขยให้มารับผมตอน 5 โมงเย็นผมจะมายืนรอตรงที่ Drop ผมนั่นแหละแล้วผมก็ Check in เข้าไปในตึกในใจก็นึกว่าเราเคยอยู่ชิคาโก้มาเป็นปีไม่เคยได้ย่างกรายเข้าไปในตึกนี้เลยทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้มีธุรกิจหรือธุระปะปังอะไรที่เข้าไปในนั้นแล้วผมก็ไปถึงโชว์รูมของ Rep. คนนี้ของผมเป็นครั้งแรกที่เขาจะเริ่มขายเพราะเขาได้ยินกิติศัพท์ว่าขายดีใน Texas และ California เขาจึงเอาไปลองดู ผมจำชื่อ Sales Rep คนนี้ไม่ได้แระเพราะเขาไม่มีผลงานอะไรที่ประทับใจเอาง่ายๆก็คือขายไม่ค่อยได้..ว่างั้นเถอะ..คือมันจะขายได้อย่างไรเมื่อผมไปถึง Show Room เขาดูแล้วเขาไม่ได้คิดที่จะ Promote ชุดผมเลย..แทนที่จะเอาไปใส่ในหุ่นที่ตู้โชว์เขากลับเอาไปแขวนไว้ตรงมุมห้องริมสุด..

คนที่ไม่สังเกตก็จะไม่เห็นมันจะต้องวางโชว์ให้เด่นสะดุดตาคนถึงจะสนใจแถมยังต้องแนะนำลูกค้าด้วย...อ้อ..ลืมบอกไปว่าผมมาที่ Chicago Market ครั้งนี้ผมไม่ได้บอกเซลว่าผมจะมา..แต่ผมได้ส่งเงินให้เขา $300.00 เพื่อช่วยค่าโชว์รูมระหว่าง Market ผมไปก็อยากจะไปสังเกตการณ์เท่านั้นและก็ถือโอกาสไปเยี่ยมพี่สาวด้วย แล้วผมก็ได้เรียนรู้มาอีกอย่างคือพวก Sales Rep. นี่เขามักจะติดต่อไปตามบริษัทต่างๆว่าจะ Represent Line ให้พร้อมกับขอช่วยค่าเช่าห้องเขาหน่อยบริษัทที่ต้องการ Rep. ก็จะสนองตามที่เขาต้องการแต่เมื่อ Rep. ได้รับตัวอย่างสำหรับเอาไว้ Take Order แล้วหากเขาไม่ชอบเขาก็ไม่เอามาโปรโมทหรือบางทีไม่เปิดกล่องดูด้วยซ้ำ..

ผมนั่งอยู่ในโชว์รูมเขาประมาณ ½ ชั่วโมงผมก็ขอตัวกลับเพราะบอกเขาว่าพอดีผมมาธุระมาเยี่ยมพี่สาวเลยถือโอกาสมาแวะเยี่ยมเยียน(ที่แท้ก็อยากจะมาดูว่าเขาจะตั้งใจขายให้เราหรือเปล่า) เมื่อผมลากลับผมก็ออกไปเดินดูตามชั้นและโชว์รูมต่างๆ โชว์รูมไหนที่มีเสื้อผ้าอยู่ใน Category เดียวกันกับของผมๆก็จะขอนามบัตรเขามาเพื่อที่จะติดต่อภายหลัง..ว่าเขาสนใจที่จะ Represent Line เราไม๊..

ได้เวลา 5 โมงเย็นพี่เขยก็มารับพี่สาวก็มาด้วยเขาตั้งใจจะพาผมไปกินอาหารจีนที่ China Town กินเสร็จแล้วก็กลับบ้านรุ่งขึ้นอีกวันตอนเช้าผมจำไม่ได้ว่าไปเที่ยวไหนกัน...ตอนบ่ายเขาก็ไปส่งผมที่สนามบินกลับ Houston

โปรดติดตามตอนต่อไปที่นี่... Growing Pain...มีออเดอร์เข้ามาเยอะมาก...ทำไม่ไหวเพราะทุนน้อยและก็ทำไม่ทันด้วย...ส่งเมียมาอยู่เมืองไทยเพื่อเปิดโรงงาน..

Highway #7 Downtown Houston, Texas, USA, 2004 500

ตอนที่ 17... Growing Pain...มีออเดอร์เข้ามาเยอะมาก...ทำไม่ไหวเพราะทุนน้อยและก็ทำไม่ทันด้วย...ส่งเมียมาอยู่เมืองไทยเพื่อเปิดโรงงาน..

หลังจาก Market Weeks ผ่านไปผมก็เอา Order จากเซลส์ทั้งหมดมารวบรวมดูได้ Order มาเกือบแปดพันตัว นาย Joe ขายได้เป็นอันดับหนึ่ง นาย Don จากแคลิฟอร์เนียเป็นอันดับ2 นาย Paul จาก Miami เป็นอันดับ3 นาย Millard จาก Atlanta เป็นอันดับ4 เซลส์จาก Chicago มาเป็นอันดับ5 (ส่งมา 6 ออเดอร์รวมทั้งหมดไม่ถึงร้อยตัว) เซลส์คนนี้หลังจากผ่านไปอีก 1 Season เขาก็แพ็คตัวอย่างส่งคืนเขาบอกว่าเขาทำอะไรไม่ได้..แต่ผมก็มีคนใหม่มาแทน..

เอาละสิปวดหัวแระ..แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาหมุนมาลงทุนวะเนี่ย..ไปกู้แบ็งค์ก็ไม่ได้ถึงได้อย่างดีก็แค่ 2-3 พันเหรียญสำหรับ Personal Loan นอกจากนี้แล้ว..จะไปหยิบยืมใครที่ไหนให้ลืมเลย วันหนึ่งเลยตัดใจเข้าไปที่แบ็งค์ไปขอกู้เขา..แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ..เพราะเราไม่มีหลักประกันอะไร..แม้จะเอา Account Receivable ที่รอจ่ายจากลูกค้าอีกหลายหมื่นเหรียญเป็นประกันเขาก็ไม่เอา..ติดต่อไปยังบริษัท Factor หมายถึงเขาจะรับซื้อ Account Receivable ของเราโดยมีส่วนลด 7-10% จากราคาเต็มแล้วก็จะเลือกเอาแต่ Accounts ที่มี Credit ดีด้วย..

ถึงคราวเสียแล้วก็ต้องยอมไม่เช่นนั้นธุรกิจเราจะหยุดชะงักจะต้องหาเงินมาเพื่อทำการผลิตให้ได้ก็เลยนัดให้เขามาดู Accounts เขาก็เอาไปตรวจสอบดูเป็นอาทิตย์แล้วบอกว่าเขารับได้ประมาณ 10% ของ Account Receivable ที่เรามีเท่านั้น..มานั่งคิดสารตะดูแล้วมันไม่คุ้มอะไรจะได้มาไม่กี่พันเหรียญเองแถมยังจะเสียส่วนลดไปอีกเป็นพันเหรียญในเวลาไม่ถึงเดือน..ที่สุดก็เลยบอกโนไป..

อีกสองวันต่อมาผมกลับไปที่แบ็งค์ใหม่ได้เจอกับ Ms.Mann ซึ่งเป็นรองประธานของแบ็งค์นั้น..ผมหอบเอาออเดอร์ที่ผมได้รับสองแสนกว่าเหรียญให้เขาดู..และเอา Account Receivable ที่มีประมาณ 50,000 เหรียญให้เขาดู..ถ้าลูกค้าจ่ายตรงเวลาภายใน 1 เดือนหรือกว่าๆก็จะได้รับหมดแถมยังมีเพิ่มจากที่ขายไปอีกทุกวัน..

Ms.Mann เขาก็ดูหลักฐานที่ผมให้เขาดูประกอบแล้วเขาก็บอกว่า "Aka..you are in a situation of growing pain" ทีแรกผมก็งงว่า Growing pain นี้มันคืออะไร..ก็ถามเขากลับเขาก็บอกว่าธุรกิจคุณไปได้ดี..แต่ในเวลาเดียวกัน Cash Flow ของคุณมันไม่ Balance กับธุรกิจที่กำลังรุ่งของคุณ..มันถึงทำให้คุณเจ็บปวดไปด้วยไง.. อธิบายมาอย่างนี้ผมก็ถึงบางอ้อ..รู้จักความหมายของคำว่า Growing pain มาตั้งแต่บัดนั้น

Ms.Mann ก็บอกว่า..I would like to help you.. but it’s the rule of the bank not to lend the money to someone who has no credit nor has established relationship with us without collateral even though you have account with us. คือหมายถึงว่าเขาอยากจะช่วยผมแต่มันเป็นกฎของแบ็งค์ที่จะไม่ให้เงินกู้แก่ลูกค้าที่ไม่มีเครดิตและก็ยังไม่มีประวัติในการกู้ที่นี่ถ้าไม่มีอะไรมาประกันถึงแม้ว่าคุณจะมีบัญชีไว้กับแบ็งค์เราก็ตาม ผมก็บอกให้เขาดูกระแสเงินเข้าออกของผม..เขาก็บอกว่ามันก็ดูโอเค..แต่จะเอามาเป็นหลักประกันในการกู้ไม่ได้

เอาอย่างนี้นะวิธีที่ฉันพอที่จะคิดช่วยคุณได้ คือคุณต้องสร้างเครดิตกับเราก่อนสักพักหนึ่งดูการผ่อนจ่ายของคุณว่าตรงเวลาไหม หากคุณสามารถจ่ายตรงเวลาได้สัก 3-4 เดือนเรามาคุยกันใหม่.. ผมก็ถามกลับไปว่าในเมื่อไม่ให้ผมกู้แล้วผมจะผ่อนจ่ายแบ็งค์ยังไง.. Ms.Mann ก็ถามว่าตอนนี้คุณหาเงินได้ 1 หมื่นเหรียญไหม.. ผมก็ตอบว่าก็มีอยู่ในบัญชี ประมาณ 7 พันแล้วผมก็ถามต่ออีกว่าถ้าผมมีหมื่นหนึ่งแล้วจะต้องทำอย่างไร... Ms.Mann ก็อธิบายว่าให้ผมซื้อ Certificate of Deposits หรือ CD’s หนึ่งหมื่นเหรียญระยะเวลา 1 ปีโดยจะให้ดอกเบี้ยกี่ % ผมจำไม่ได้แล้วให้ผมกู้เงิน 1 หมื่นนั้นโดยเอา CD’s เป็นประกัน ผมจะจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าที่ผมจะได้รับจาก CD’s 2%

แล้วผมก็ถึงบางอ้อ..ตกลงที่จะทำตามอย่างที่ Ms.Mann แนะนำถึงแม้ว่ายังแก้ปัญหาให้ผมไปในทันทีไม่ได้ก็ถือว่าเป็นการปูทางไปข้างหน้า.. ผมบอก Ms.Mann ว่าอีกสองสามวันผมจะมารอให้เงินเข้าครบหมื่นก่อน..แล้วผมก็ลากลับ..แต่ก็ยังคิดไม่ตกว่าจะหาเงินมาจากไหน หากผลิตไม่ได้ออเดอร์ที่ได้มาก็จะสูญเปล่า งานนี้แม่เด็กเขาก็รู้และเป็นทุกข์เป็นร้อนแทนผมเหมือนกัน เขาบอกว่าเขาจะลองไปกู้ที่ Credit Union ของ City ดู ตอนนั้นเขาทำงานที่ City Of Houston ผมก็บอกโอเค..ลองดู...หลายวันต่อมาแม่เด็กก็บอกว่ากู้ได้ 5 พันเหรียญ

เมื่อผมไปจัดการซื้อ CD’s และทำสัญญาเงินกู้แล้วผมก็จะมีเงินสดอยู่ในมือ 10,000 เหรียญบวกกับของแม่เด็กอีก 5,000 ก็จะมีในราว 15,000 เหรียญ แต่ผมจะต้องใช้ประมาณ 35,000 เหรียญ..อีกสองอาทิตย์กว่าๆก็คงจะมีลูกค้าทยอยจ่ายมาประมาณ 6-7 พันเหรียญผมก็อาจจะมี สองหมื่นกว่าๆ..แต่มันก็ยังไม่พอ..และผมจะต้องกลับเมืองไทยให้เร็วที่สุดเพื่อเร่งการผลิต..

แล้วในที่สุดผมก็ตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า..มีเงินติดตัวกลับเมืองไทย 25,000 เหรียญ..ตอนนั่งเครื่องกลับ..ก็คิด..ดิด..คิด..แต่ก็คิดไม่ออก..มาคิดออกว่าจะทำยังเอาเมื่อมาถึงเมืองไทยตอนเข้าห้องน้ำที่สนามบินดอนเมือง..เครื่องบินมาถึงดึกไม่มีเที่ยวบินไปเชียงใหม่..ผมต้องรอถึงเช้าถึงจะมีเครื่องบินต่อไปเชียงใหม่..ก็นั่งหลับๆตื่นๆที่สนามบินนั่นแหละจะออกไปนอนโรงแรมก็เสียเวลาเปล่าๆ..

มาถึงเชียงใหม่ผมก็เข้าไปพูดกับพ่อ..บอกพ่อว่า..ผมกลับเมืองไทยครั้งนี้มีเงินติดมา 500,000 บาทแต่ต้องใช้ทั้งหมดประมาณ 700,000 บาท แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะจ่ายทีเดียวหมดคือจะจ่ายเมื่อมีของเข้าพร้อมส่ง..ผมจะเอาเงินนี้ให้พ่อเก็บไว้..แล้วก็ทยอยจ่ายไปตามที่ผมสั่ง..พ่อต้องสำรองไว้ให้ผม 200,000 เผื่อเหลือเผื่อขาดหากทางเมืองนอกส่งมาเพิ่มเติมให้ไม่ทัน..ผมกำชับพ่อด้วยว่างานครั้งนี้ผมมาทำเพิ่ม 5,000 ตัวพ่อได้ตัวละ 10 บาทพ่อก็จะได้อีก 50,000 ซึ่งมันก็อยู่ในงบนี้ด้วย..

สรุปแล้วพ่อจะสำรองให้ผมแสนกว่าๆเท่านั้นเองส่วนเปอร์เซ็นต์ของพ่อก็จะได้ช้าหน่อยเท่านั้นเอง... เมื่อพ่อผมถูกมัดมือชกอย่างนี้ก็ปฏิเสธอะไรไม่ได้อีกอย่างก็คงอยากได้ Draft $25,000.00 ไปเข้าบัญชีพ่อยังจะได้ส่วนต่างที่เป็นเศษสตางค์เช่น $1.00 จะแลกได้ 20.50 บาทเป็นต้นแต่พ่อจะลงบัญชีให้ผม 20.00 บาทถ้วน

เมื่อตกลงกับพ่อได้แล้วผมก็ไปหาเจ๊เจ้าประจำที่ตัดเย็บให้ผมอยู่ ผมก็ถามเขาว่าจะรับงานเพิ่มอีก 5,000 ตัวได้ไหมและให้เสร็จภายใน 1 เดือน เจ๊ก็บอกว่าทุกวันนี้ เดือนละ 6,000 ตัวก็หืดขึ้นคอแล้วนะแล้วจะให้ทำอีก 5,000 ตัวไม่กล้ารับปากกลัวทำให้ไม่ทัน.. เจอแบบนี้แล้วผมจะทำยังไงดีหว่าจะจ้างคนอื่นทำเพิ่ม..ก็ต้องเป็นคนที่ไว้ใจกันได้จริงหากทำไม่ดีไม่เหมือนกับที่รับปากไว้ผมก็ต้องตายแน่ๆเลย.. ผมก็เลยบอกเจ๊ว่า..ผมจะผลิตเองแต่ผมขอคนมือดีของเจ๊ไปคุมงานคนหนึ่งได้ไหม แล้วก็ให้เจ๊รับภาระแค่จัดหาลายแม้วให้แล้วผมจะสมนาคุณให้บ้าง..เจ๊แกก็ตกลง

ผมก็เริ่มวางแผนงานทันทีผมก็ไปติดต่อซื้อผ้าที่เดียวกับที่เจ๊ซื้อนั่นแหละผมก็เสนอเขาว่าตอนสั่งผมจะจ่าย 50% ที่เหลือ 60 วันเขาก็โอเคเพราะเห็นว่าเจ๊แกก็ทำงานส่งให้ผมและไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงินแต่อย่างใด ส่วนพวกด้ายหรืออะไรที่จะใช้ก็ให้ "หมวย" คนที่ผมขอเจ๊มาช่วยเป็นธุระให้หมด.. งานนี้ถ้าเสร็จตามแผนหมวยก็จะมีเงินเป็นแสน(ตัวละ 20 บาทเหมือนกับเจ๊ที่ได้รับ)..ผมก็สบายใจขึ้นเมื่องานเดินราบรื่น..

อ้อผมลืมบอกไปว่าก่อนที่ผมจะตัดสินใจเรื่องผลิตเองผมได้บอกถึงปัญหานี้ให้แม่เด็กทราบ เขาก็บอกว่าจะให้เขาลางานแล้วมาคุมให้ก็ได้นะลาได้หลายเดือนอยู่ ผมก็ตอบตกลง เมื่อทุกอย่างราบรื่นผมก็บอกให้แกซื้อตั๋วเดินทางมาเมืองไทยเลย(เป็นครั้งแรกที่แกเดินทางมาเมืองไทย)แนะนำงานอะไรเสร็จผมจะได้กลับสหรัฐ อีกไม่ถึงอาทิตย์แม่เด็กก็เดินทางมาถึงผมไปรับแกที่สนามบินดอนเมือง พาแกไปเที่ยวที่เมืองโบราณปากน้ำแล้วก็ไปพัทยานอนค้างที่นั่นหนึ่งคืน..รุ่งอีกวันก็กลับเชียงใหม่..

เนื่องจากพวกคนงานเดินทางมาทำงานที่บ้านผมไม่ได้..ผมก็ไปเช่าบ้านหลังหนึ่งให้คนงานตัดเย็บอยู่ ที่ไปกลับก็มี หมวยเป็นคนจัดการและคุมทั้งหมด ผมให้แม่เด็กไปดูแลด้วยเพราะต้องการให้งานเดินไปตามเป้าหากมีอะไรผิดพลาดจะแก้ไขได้ทัน.. ดูแม่เด็กเขาก็ชอบงานนี้ อีกอย่าง..ผลไม้..อาหาร..อุดมสมบูรณ์..เขาแค่เดินไปตลาดไปเลือกซื้ออาหารกินวันหนึ่งจ่ายค่าอาหาร 2-3 ดอลล่าร์ก็เหลือกินแระ (ผมจำไม่ได้ ปี 1983 ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกงจานละเท่าไหร่นะ)

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยผมก็เดินทางกลับสหรัฐ..ใช้เวลาอยู่ในเมืองไทยครั้งนี้ประมาณ 3 อาทิตย์..

โปรดติดตามตอนต่อไปที่นี่... กลับถึงสหรัฐ มีออเดอร์มาเยอะมาก....หลายรายส่งให้ไม่ทันตามที่เขาต้องการเขาก็ Cancel ไปโดยอัตโนมัติ...เผลอตัว..เผลอใจ...

@ "คืออยากจะเล่าช่วงนี้จริงๆ" เมื่อผมต้องผันตัวเองไปประกอบอาชีพเป็น เซลส์แมน...ในแดนมะกัน...

Beverly Hills Los Angeles U.S.A.

Comment...

อันตราย!!! คุณ"อ่านข้อความยาวๆ"ได้หรือไม่????? คุณพิสูจน์ได้...

การที่เรียกว่า"สมาธิสั้น"นั้นเป็นการเรียกที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก จริงๆแล้วต้องเรียกว่า"สมาธิบกพร่อง" ทั้งนี้เพราะบางคนที่เป็น ไม่ได้มีปัญหาตรงที่มีสมาธิในช่วงสั้นๆ แต่มีปัญหาในเรื่องของ การควบคุมสมาธิและการปรับเปลี่ยนสมาธิ (Selective Attention) มากกว่า

By Thanawut: ชีวิตหมอที่ไม่ได้ไปอเมริกา By: kimeng suk คลิกที่นี่...

By Thanawut: แนะนำคุณพ่อคุณแม่มือใหม่... ศาสตร์เลี้ยงลูกให้ได้อย่างใจ... คลิกที่นี่...
By Thanawut: For...Friends&Friends

E-Bookโหลดทั้ง2part แตกไฟล์คลิกขวาpart1 คลิกซ้ายExtract Here Part1 & Part2

By Thanawut: เป็นพ่อเป็นแม่คน...เรื่องนี้ให้เก็บเอาไปคิดเป็นการบ้าน... คลิกที่นี่...

By Thanawut: ชีวิตต้องสู้...Jimbo นักธุรกิจใหญ่ที่ชะตาผกผัน...มาเป็นคนขายปลาทู...สู่คนขับแท็กซี่...ลีมูซีน และอีกหลายๆๆ... คลิกที่นี่...

By Thanawut: ลองอ่านๆดู ผมว่ามันฮามาก... ชีวิตท.ทหารเกณฑ์...รันทดยิ่งกว่านวนิยายน้ำเน่าอีกว่ะ!... คลิกที่นี่...

By Thanawut: โฉมฉาย อรุณฉาน...สาวสวยร้องเพลงไพเราะที่ผมขอเขียนถึงสักครั้ง คลิกที่นี่...

By Thanawut: การเมืองเร่อะ...อย่า"อิน"ให้มากนัก เพลาๆกันไว้มั่ง คลิกที่นี่...

By Thanawut: ห้องนอนใครเหม็นอับมาทางนี้... คลิกที่นี่...

กะลังมันส์!! รอหน่อยนะตะเอง...อิอิ

วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

31 ผมว่า..เป็นการแพ้แบบช่องว่างระยะห่างเริ่มแคบเข้ามามากกว่าน่ะ

@ สดุดี..นโยบายบัตรทองประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค
@ Obama' ประเด็นที่สื่อไทยเมิน & อัลบั้มโอบามาเยือนไทย 18พ.ย.55
@ ปลื้มปีตี"ในหลวง"เสด็จออก ณ สีหบัญชร เปล่งเสียง"ทรงพระเจริญ"กึกก้อง
@ แด่..มนุษย์เงินเดือน "อันความรู้ รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล"
@ สิ่งที่ควรรู้ ก่อนเรียน Master of Business Administration (MBA)
@ ฮู้ยยยย...สติแตกกันไปหมดแย้วทั้งคนเล่นและกองเชียร์แนวร่วม
@ ความเป็นมาของ คดีสะเทือนโลก "ที่ดินรัชดา" ที่ทุกๆคนควรรู้!!!
@ เพิ่งเคยเห็นนายกฯคนแรกนี่แหละ ที่สนับสนุนให้เด็กเก่งคณิตศาสตร์
@ ที่ปรึกษาอัคคีภัยเซ็นทรัลฯ ยันจำเลยคดีเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ไม่สามารถวางเพลิงได้
@ หึหึ ปวดตับละทีนี้ จะรุกเขมิบม้า เจอสวนรุกฆาต โบราณว่า..เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ!!
@ โถ..โถ..โถ..น่าสมเพชเวทนา เอา"ข้าวนึ่ง"จากไหนไม่รู้ จัดฉากใส่ร้ายเขาเป็นตุเป็นตะ หวัง"ตีกิน"ตามสันดาน!!
@ มือหยาบกร้านคู่นั้น มีแต่เส้นเอ็นปูดโปน...ทำให้ผมนึกถึงมือของผู้หญิงคนหนึ่ง...
@ สาระน่ารู้... เขาซื้อทองคำ ขายทองคำ กันอย่างไร?????
@ พี่สาวผมเคยถามผมว่า ทำไมผมจึงฝักใฝ่อยู่กับคุณทักษิณ?????
@ "ลื้อมีร่มมั้ย??..." แค่คำนี้แหละ ที่ทำให้นิสัยผมเปลี่ยนทันที
@ เฮ้อ!! ณ นาทีนี้..บอกได้คำเดียว เสียดาย..เสียดายครับ...นโยบายดีๆที่คน กทม. ไม่เอ๊า..ไม่เอา...
@ ทำความเข้าใจก่อนวิจารณ์ "การลงทุน 2 ล้านล้าน" กับ รัฐมนตรีชัชชาติ สิทธิ์พันธุ์
@ หนีก็ตาย สู้ก็ตาย สู้เถอะ ยังมีศักดิ์ศรี ยังมีโอกาสรอด!!!
@ เขียนให้อ่าน..จากใจ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
@ ทิ้งหนี้ไว้ให้ลูกหลาน โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
@ คุณเชื่อใคร.. ระหว่าง กนก ส.ส.ปชป. กับ หัวหน้าวินมอเตอร์ไซค์
@ อะไรคือ มรดกอสูร!!! ใครคือ ทายาทอสูร!!! ดร.โกร่งมีคำตอบ
@ ผงซักฟอกยี่ห้อใหม่ตราตาชั่งเอียงสีฟ้า
@ เป็นเพราะว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหล่านี้ไม่มีสำนึกในการรักษาความยุติธรรม..และยังทำลายความยุติธรรมด้วยมือของตนเองอีกด้วย...
@ คำแปล ปาฐกถาพิเศษ ปชต."นายกฯยิ่งลักษณ์"ที่มองโกเลีย
@ จดหมายเปิดผนึก.. ส.ส.และ ส.ว.312 คน คัดค้านและไม่ยอมรับการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ

คลิกที่ภาพ...เพื่อดูขนาดที่ใหญ่ขึ้น @ New!! แจกปฏิทินนายกฯปู พ.ศ.2556 คลิกที่นี่...



ผมว่า..เป็นการแพ้แบบช่องว่างระยะห่างเริ่มแคบเข้ามามากกว่าน่ะ
By: คนการเมือง

ปชป. สุขุมพันธุ์ ปี 2552 ได้ 934,602 คะแนน
พท. ยุรนันท์ ปี 2552 ได้ 611,669 คะแนน
ห่างกัน 322,933 คะแนน

ปชป. สุขุมพันธุ์ ปี 2556 ได้ 1,256,231 คะแนน
พท. พงศพัศ ปี 2556 ได้ 1,077,899 คะแนน
ห่างกัน 178,332 คะแนน

เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ในเขตกรุงเทพฯชั้นใน ฐานเสียงเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ เขตกรุงเทพฯชั้นนอกฐานเสียงเป็นของพรรคเพื่อไทย และเขตกรุงเทพฯชั้นกลาง จะเป็นพลังเงียบที่สามารถโอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งได้

เคยแพ้มา เมื่อปี 2552 ไม่น้อยเกือบ 40% หรือ 322,933 คะแนน เลยทีเดียว แต่ คราวนี้มันไม่ใช่ เป็นการแพ้แบบช่องว่างระยะห่างเริ่มแคบเข้ามา ห่างกันแค่ 14% หรือ 178,332 คะแนน

พท. ยุรนันท์ ปี 2552 ได้ 611,669 คะแนน
พท. พงศพัศ ปี 2556 ได้ 1,077,899 คะแนน
คะแนนเพิ่มขึ้น 466,230 คะแนน

ครั้งนี้ พท. ได้คะแนนเพิ่มขึ้นมา 76.22% หรือ 466,230 คะแนน มากขนาดนี้ ต้องยกนิ้วให้กระแสช่วย ของ ท่านนายกฯปู และทีมงานผู้วางแผนการเลือกตั้งทั้งหมด อย่างน้อย ทำให้ได้บทเรียนว่า ต้องทำงานหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า เมื่อเทียบกับคะแนนที่ตีตื้นขึ้นมาอย่างฮวบฮาบ จึงจะประสบชัยชนะ!!

กรุงเทพฯเขตชั้นใน ประกอบด้วย 21 เขตปกครอง คือ พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ ปทุมวัน บางรัก ยานนาวา สาทร บางคอแหลม ดุสิต บางซื่อ พญาไท ราชเทวี ห้วยขวาง คลองเตย จตุจักร ธนบุรี คลองสาน บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ ดินแดง และ วัฒนา

กรุงเทพฯเขตชั้นกลาง ประกอบด้วย 18 เขตปกครอง คือ พระโขนง ประเวศ บางเขน บางกะปิ ลาดพร้าว บึงกุ่ม บางพลัด ภาษีเจริญ จอมทอง ราษฎร์บูรณะ สวนหลวง บางนา ทุ่งครุ บางแค วังทองหลาง คันนายาว สะพานสูง สายไหม

กรุงเทพฯเขตชั้นนอก ประกอบด้วย 11 เขตปกครอง คือ มีนบุรี ดอนเมือง หนองจอก ลาดกระบัง ตลิ่งชัน หนองแขม บางขุนเทียน หลักสี่ คลองสามวา บางบอน ทวีวัฒนา

ก่อนอื่น ต้องให้ นักคณิตศาสตร์ ทำ statistics สถิติ ตามหลักวิชาการออกมาว่า แต่ละเขต แต่ละพื้นที่ แพ้ชนะกันกี่เปอร์เซ็นต์ เก็บเป็นข้อมูลถึงฐานเสียง เพื่อต่อยอด เพื่อใช้เป็นตัวเลข ที่นำมาปรับปรุงวางแผนหาวิธีที่ดีสุด ในโอกาสต่อไป

@ เทียบคะแนน กทม. ปชป.&พท. รอบ 5 ปี


อิอิ.. รายงานซะหน่อย ทั้ง 2 หน่วยนี่เขาตั้งเต๊นท์ที่สนามหน้าบ้านน่ะ...

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. วันที่ 3 มี.ค.2556 หน่วยเลือกตั้งที่ 9 และหน่วยเลือกตั้งที่ 10 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร

สรุป.. หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เบอร์ 9 ได้ 197 คะแนน, เบอร์ 16 ได้ 78 คะแนน

สรุป.. หน่วยเลือกตั้งที่ 10 เบอร์ 9 ได้ 236 คะแนน, เบอร์ 16 ได้ 87 คะแนน

หมู่บ้านที่เราอยู่ชนะก็ดีใจแย้ว...อิอิ


ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ทำให้ได้คิดอะไรบางอย่าง

By: metung : ผมคิดว่าผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ไม่ได้แปลกใจหรือพลิกอะไรนัก ได้คนละเกินล้านเสียงก็สมเหตุสมผลดี

แต่ผมคิดว่า รัฐบาลเพื่อไทยมีปัญหากับวิธีคิดแนวทางที่ทำอยู่ โดยการเกี้ยเซียะกับข้างบน ปรองดองกับภาคส่วนกลุ่มต่างๆ โดยไม่ได้ตรึกตรองจริงๆว่าเขาเหล่านั้นต้องการมั้ย...

การที่พรรคการเมืองหนึ่งไม่ได้ชูประเด็นเรื่องผลงานหรือนโยบาย แต่กลับชูวาทกรรม ชูความขัดแย้งแตกแยกเกลียดชัง ถึงขั้นเราจะไม่มีแผ่นดินอยู่ถ้าข้าศึกชิงเมืองได้ แล้วได้รับการยอมรับได้รับเสียงสนับสนุนร่วมล้านสองไม่ธรรมดานะครับ

มันได้สะท้อนแสดงถึงความคิดของคนในสังคมนี้ ว่ารู้สึกนึกคิดอย่างไรพร้อมที่จะก้าวข้ามหรือสมัครใจที่จะคงอยู่กับเรื่องใดๆ

การอ่อนข้อการปรองดองหรือเกี้ยเซียะมันได้กลายเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลเพื่อไทยเอง

ผมไม่ได้อยากให้นายกฯปูลุกมาตีฝีปากกับนักการเมืองอย่างนายอภิสิทธิ์นะครับ การวางตัวที่เป็นอยู่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่เรื่องที่ต้องทำต้องแก้กลับไม่ได้ทำไม่ได้แก้อะไรเลย อย่างการแก้ รธน. การนิรโทษกรรม การลบล้างผลจากรัฐประหาร หรือแม้แต่จะอยากเอาทักษิณกลับบ้านมาดำเนินคดีใหม่ตามกระบวนปกติ

สิ่งเหล่านี้รัฐบาลทำได้ถ้ารัฐบาลกล้าพอ จะมีช่วงที่ทำได้ในสามเดือนแรกที่ชนะเลือกตั้งเท่านั้น(ซึ่งได้เลยมาไกลแล้ว) มัวแต่เอาเวลาไปเกี้ยเซียะไปกราบคนนั้นคนนี้ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลอยู่มาปีกว่ายิ่งนานวันโอกาสทำเรื่องที่ถูกต้องควรทำยิ่งยากเต็มทีอาจถึงขั้นเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

แล้วถ้าถามว่า ประเทศนี้จะไม่ต้องปรองดองกันเลยเหรอ? ผมเห็นว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นเองถ้าทุกคนพร้อม ความจริงความถูกต้องหลักการบรรทัดฐานที่ถูกต้องจะนำมาซึ่งความปรองดองในที่สุด ผมกลับมองว่าสิ่งที่ควรทำในช่วงแรกแต่รัฐบาลกลับไม่ทำนั้น จะนำมาซึ่งความปรองดองของคนในชาติอย่างยั่งยืน

By: peejim : เราเองก็เลือกเบอร์ 9 แต่ในใจส่วนลึกๆแล้วบอกได้เลยก็ยังไม่ถูกใจท่านนัก เพราะชอบคุณสมบัติคนอย่างคุณประพัฒน์ จงสงวน มากกว่า หรือถ้าคุณปลื้มจะถูกใจเรามากๆ ได้แต่เสียดายที่ พท.ส่งท่านพงศพัศ ไม่ได้บอกว่าท่านไม่ดีแต่ยังไม่ค่อยถูกใจ แล้วหากเปรียบกับคุณชายเราก็จะเลือกพงศพัศ ได้หรือไม่ไม่ว่ากัน เข้าใจระบอบประชาธิปไตยดี

ส่วนหนึ่งที่เป็นสาเหตุ ที่เราพอจะมองออกและเป็นความเห็นส่วนตัวของเราเอง วัดจากคนรอบข้างเราเองซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด อยู่กรุงเทพฯเกือบจะครบ 60 ปีแล้วขาดไปแค่ 3 ปี

คนกรุงไม่ค่อยสนใจจริงจังกับความเป็นไปของสังคมโดยรวม สนใจแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเองมากกว่าอะไรที่เป็นผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เลือกที่จะเสพข่าวจากทีวีโดยการดูและฟังเป็นส่วนใหญ่ อาจเพราะไม่ค่อยมีเวลา สนใจแต่กระแส อะไรที่เป็นกระแสที่ออกสื่อมักจะมะรุมมะตุ้มไปทางนั้น ภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างจึงได้รับความนิยมมากกว่าจะมาแยกแยะวิเคราะห์เอาความจริง

บางครั้งการอยู่ในเมืองหลวงที่เจริญสูงสุดในประเทศทำให้คิดไปว่าตนนั้นดีกว่าเลิศกว่าใครๆ จากการขยันรายงานข่าวของทีวีหลายๆช่อง จำไม่ได้แน่ว่าช่องไหนบ้าง แยกแยะประเภทคนทั้งวัยวุฒิคุณวุฒิต่างๆที่จะเลือกใครเบอร์อะไร มีอยู่ข้อหนึ่งที่เราฟังแล้วจี๊ดในใจเลย คือบอกว่าคนวุฒิตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไปส่วนใหญ่จะเลือก ปชป.เลือกเบอร์ 16 ถ้าต่ำกว่านั้นจะเลือก พท.เบอร์ 9 เหมือนจะเป็นการชี้นำสังคมกลายๆ คนกรุงซึ่งเสพสื่อทีวีอย่างเดียวโดยไม่คิดวิเคราะห์ก็มี ส่วนคนที่ไม่สนใจการเมืองจะคิดว่านักการเมืองเลวทั้งนั้น ได้ใครมาก็ไม่ต่างกันจึงเลือกเบอร์อื่นๆ ไม่ก็งดออกเสียงหรือไม่ไปออกเสียงซะงั้น

อีกส่วนหนึ่งเรื่องความเด็ดขาดของพรรครัฐบาลเสียงข้างมาก แต่กลับทำอะไรมากไม่ได้ ติดโน่นติดนี่ไปหมดและกลัวการถูกล้มกลัวการสูญเสียอำนาจการเป็นรัฐบาลมากไป หลายสิ่งหลายอย่างควรรีบทำกลับเพิกเฉยหรือยอมๆเพื่อความปรองดอง (ซึ่งดูยังไงก็ไม่มีความจริงใจจากอีกฝ่ายเลย) ทำให้คนส่วนหนึ่งเบื่อ กับความไม่ค่อยเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพรรคกับคนเสื้อแดงหรือคนเสื้อแดงด้วยกันทำให้สับสนไม่ค่อยเป็นเอกภาพ อย่าทำให้คนที่เลือกท่านเพราะหวังในสิ่งดีๆที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปในทางที่ดีขึ้นได้แต่เฝ้ารอ กำลังใจมันจะถูกทอนลง และอย่าฮึกเหิมคะนองในอำนาจวาสนาที่ได้มาจนลืมอุดมการณ์แต่แรก

เข้าใจว่า พท.และเสื้อแดงมาจากหลายกลุ่ม แต่เมื่อมาถึงจุดนี้พวกท่านต้องรวมตัวกันให้ได้ ขจัดจุดต่างรักษาจุดร่วมให้ได้ดีกว่านี้ เหมือนอีกฝ่ายที่ไม่ว่าจะอย่างไรอุดมการณ์เดียวกันได้ตลอด ไม่ว่าจะเรื่องป้ายสี ใส่ร้าย บีบน้ำตา สารพัด ทำกันได้ถ้วนหน้ายอมรับในความแน่นเหนียวพร้อมเพรียงจริงๆ

อีกสิ่งที่สำคัญสำหรับคนกรุงอย่างยิ่งคือ การเล่นเรื่องสถาบัน จะยังคงชี้นำสังคมคนกรุงเทพฯได้ตลอดไป กับเรื่องเผาบ้านเผาเมือง ดูง่ายๆ คนร้องไห้เพราะห้างถูกเผามากกว่าคนที่ร้องไห้เพราะ ปชช.ถูกสังหาร ถูกล้อมปราบอย่างกับอยู่ท่ามกลางสงครามกลางเมือง ยังนึกถึงวันบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ได้ไหม กระแสสังคมเมืองกรุงยังฉาบฉวยอยู่ดี ระหว่างแก่นกับกระพี้จะเลือกอะไรดี

สุดท้ายคำว่าทักษิณ กับยึดบ้านยึดเมือง คำพูดเด็ดๆจากพรรคที่ดีแต่พูดก็ยังใช้ได้ผลกับคนกรุงเทพฯของเราอยู่ดี เก่งจริงๆ ยอมเขาเลย

ยอมรับผลการเลือกตั้งได้ เพราะนั่นคือวิถีแห่งประชาธิปไตย ผลต่อมาก็คงต้องยอมรับสภาพกันไป (ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าเราไม่เคยหวังผลประโยชน์อันใดได้เลยกับผู้ว่าฯ กทม.ตลอดแปดปีมานี้แถวบ้านเราก็เหมือนเดิมไม่เคยลอกท่อไม่เคยมีใครมาใส่ใจดูแลเช่นเดิม) แต่อุดมการณ์และความรู้สึกในจิตใจมิมีใครมาเปลี่ยนเราได้เช่นกัน

By: แบมบี้ : มันจะไม่ชนะได้ไง บ้านร้าง คอนโดร้าง อาคารชุดที่ยังไม่มีคนอยู่ มันก็เอาชื่อผีเข้าไปสิง เพราะถ้ามันเอาไปใส่บ้านที่มีคนอยู่จะมีร้องเรียน มันก็เลยเอาไปยัดบ้านที่ไม่มีคนอยู่ไง บ้านบางหลัง เป็นบ้านร้าง แต่มีชื่อคนในทะเบียนบ้านเกือบร้อยคน มันรู้ว่าต้องย้ายเข้ากี่วันถึงจะมีสิทธิ์เลือกตั้ง มันเตรียมการไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว

By: เพื่อนกันนะ : อันนี้เป็นวิธีที่พรรคเพื่อไทยต้องไปคิดทำเป็นการบ้าน แค่ 2-3 ล้านเสียงเพิ่มกับที่มีอยู่ใน กทม. ไม่ยากเลย...

คนเหนือ คนอีสาน...มีญาติพี่น้องมาทำมาหากินใน กทม.ก็เยอะ ย้ายสำมโนครัวเข้ากรุงไว้เป็นฐานเสียงให้ในเขต กทม. จะเอากี่แสน? โดยการแบ่งเสียงที่กินขาดจากต่างจังหวัดเข้า กทม. ย้ายไปแล้วตัวไม่ต้องย้าย ทำมาหากินในถิ่นเดิมก็ได้...เลือกตั้งทีก็เข้า กทม.ที ว่ามะ?

By: butiq : คุณว่ามาอย่างนี้ก็ดีละ...ผมอยากจะรู้ว่าทำไมคนในพรรคเพื่อไทยถึงคิดอย่างนี้ไม่ได้...

By: แบมบี้ : จะวิแคะให้ฟัง แบบกระจ่างๆ น่ะ... วิธีโกงแบบเนียนสุดๆ การเลือก ส.ส.ทั่วประเทศ มันใช้วิธีนี้ไม่ได้ เพราะเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศไง 1 คน 1 เสียง แต่ถ้าเลือกตั้ง เป็นหย่อมๆแบบนี้ ย้ายเข้าย้ายออกได้สบาย มันมีการเตรียมการกันไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะวันหมดวาระใครๆก็รู้ วันเลือกตั้งใครๆก็รู้ใช่ไหม เห็นหรือยังวิธีการนี้แนบเนียนมาก หาเสียงให้ตายก็ไม่มีทางชนะ มันเอารายชื่อคนต่างจังหวัดย้ายเข้าทะเบียนบ้านกลางบ้าง ทะเบียนบ้านร้าง คอนโดร้าง ห้องชุดที่เจ๊งแล้วบ้าง เพราะไม่มีเจ้าบ้าน ไม่มีคนร้องเรียน ย้ายก่อนเลือกตั้งตามเวลาที่กฎหมายกำหนด แค่นี้ก็มีสิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ได้แล้ว เห็นวิธีหรือยัง ตาสว่างกันหรือยังล่ะ

By: ทุ่งหอมแดง : เลือกผู้ใหญ่บ้าน ที่บ้านผมก็ใช้วิธีนี้ครับ โอนคนมาเข้าทะเบียนบ้านก่อนการเลือกตั้ง แต่คนยังอยู่ที่หมู่บ้านของตัวเอง ถึงเวลาเลือกก็มาเลือก พอเลือกเสร็จโอนกลับภูมิลำเนาเดิม ถึงกับเป็นเรื่องเป็นราวเพราะฝ่ายเจ้าถิ่นแท้ๆไม่ยอม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ มีจริงครับทำแบบนี้ ไม่รู้ฝ่ายรัฐมีการตรวจสอบข้อมูลการย้ายบ้านที่มันผิดปกติบ้างหรือเปล่า

By: แดงจริงๆ : รายชื่อผีสิงในบ้านร้าง คอนโดร้าง ในกรุงเทพฯ ตั้งเท่าไหร่ล่ะ บางบ้านที่ปล่อยร้าง หลังเดียวมีคนในทะเบียนบ้านเกือบร้อยคน เขาเตรียมตัวมาแล้วเป็นอย่างดี เสร็จภารกิจ ก็ย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม แล้วอีกอย่าง กทม.มีทะเบียนบ้านกลาง ที่ใครๆก็ไปสิงสถิตได้...

By: คนเมืองหนาว : ผมเห็นด้วยกับคุณแบมบี้มากที่สุดครับและตรงกับความคิดของผม สังเกตดู การเลือกตั้งที่ไม่ตรงกับการเลือกตั้งใหญ่ใน กทม.เลือกทีไรแพ้คนของประชาธิปัตย์ทุกครั้งเพราะมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะคะแนนผี จริงๆ เพราะไม่มีใครไปตรวจสอบบ้านร้าง ทะเบียนบ้านกลาง ซึ่งความจริงกระทรวงมหาดไทยสามารถเช็คได้จากบัญชีรายชื่อจริงที่มีการเคลื่อนไหวทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีร่องรอยอยู่เป็นหลักฐานมันตบตาเซียนคอมพิวเตอร์ไปไม่ได้หรอก อยู่ที่คนกระทรวงมหาดไทยจะซื่อบื้อเอง รู้ทั้งต้นทาง ปลายทาง ได้สบายๆ

By: Ballmakoto2 : ควรแก้กฎหมายสิทธิ์ในการเลือกตั้ง มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในเขตเลือกตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง ควรจะเปลี่ยนเป็น 5-10 ปีครับ

เดิมทีถ้าเป็นคนไทย หรือคนในพื้นที่อยู่แล้วไม่มีปัญหาอะไรเลย ไม่งั้น การเลือกตั้ง กทม. ครั้งต่อๆไป วุ่นแน่ ขอคอนเฟิร์มว่า มีการโอนชื่อเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้าน เพื่อเลือกตั้งใน กทม. จริง ตั้งแต่ก่อน ปี 2554 แล้ว แต่กฎหมายสามารถเอาผิดได้ไหม ผมว่าไม่น่าได้เพราะเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายชัดเจน คือยังสามารถย้ายกลับไปเลือกตั้งใหญ่ได้อีกด้วย คือมันเกิดช่องโหว่ขึ้นตอนฟันอภิรักษ์แล้ว เพื่อให้ การเลือกตั้ง กทม. เกิดขึ้น 2 ปีหลังจากเลือกตั้งใหญ่ ผมว่าเป็นเรื่องจงใจทางแทคติกมากกว่า เพราะคดีอภิรักษ์ ตอนนี้ก็ไม่ได้คืบหน้าไปไหน

By: Fantomas : เรื่องนี้ต่างจังหวัดเขาทำกันมานานแล้ว เพียงแต่คนกรุงเทพฯ(ที่แท้จริง)ไม่รู้เท่านั้นเอง และแมลงสาปก็เอามาใช้ในกรุงเทพฯตั้งแต่เลือกตั้งใหญ่หลายปีแล้ว และใช้วิธีการนี้มาตลอด นี่คือคำตอบข้อสงสัยที่ว่า ทำไมโพลสำรวจพบว่าคนกรุงเทพฯให้การสนับสนุนเบอร์ 9 แต่ทำไมเบอร์ 16 ถึงชนะ แล้วคิดหรือว่าคะแนนเสียงที่ชนะนั้นเป็นเสียงคนกรุงเทพฯที่แท้จริง ความจริงโพลไม่ได้ผิดพลาดอะไรหรอก โพลแม่นยำถูกต้อง เพียงแต่โพลไม่รู้จักคำว่า "ประชากรแฝง" เท่านั้นเอง

ผลคะแนนแยกเขต ระหว่าง ปชป.&พท. (คลิกที่ภาพ...ดูขนาดใหญ่)

By: member741147 : ปี 2558 เลือก สส. ทั้งประเทศเสร็จแล้ว ก็จะมีคน ตจว. (ของพรรคใครพรรคมัน) ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ใน กทม. กันเยอะแน่ๆครับ เพราะจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯในปี 2560 เวลาพอดีกัน..พร้อมๆกับเลือก สก./สข. ไปด้วย (คงจะเลือกหลังเลือกผู้ว่าฯประมาณปี 2561) เสร็จแล้วก็ย้ายกลับไปบ้านเดิมของตัวเอง เพื่อเลือก อบต. และ สส. ในปี 2562 --------สนุกพิลึกครับแบบนี้ และตอนนี้ก็มีพรรคหนึ่งทำแล้ว... เมื่อเมิงทำได้ ตรูก็ทำได้..อิอิ

By: ปลายอ้อกอแขม : ขอแสดงความยินดีกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานคร สมัยที่ 2 ด้วยคะแนน 1,256,349 ล้านคะแนน

ขอแสดงความยินดีกับ พล.ต.อ.ดร.พงศพัศ พงษ์เจริญ แห่งพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับคะแนนเสียงความไว้วางใจจากชาว กทม.ด้วยคะแนนเสียง 1,077,899 คะแนน

ตลอดเวลาการหาเสียง 48 วัน ทั้งสองพรรค งัดกลยุทธ์ต่างๆมาใช้หาเสียง เพื่อเรียกคะแนน และต่างก็ประสบความสำเร็จด้วยกัน ทั้งคนชนะและคนแพ้ มีคะแนนเพิ่มขึ้นเป็นหลักล้าน

ในฐานะคนเชียร์ฝ่ายแพ้ ขอยอมรับผลการเลือกตั้งที่เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ที่คนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯยังให้การยอมรับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์และพรรคประชาธิปัตย์

แพ้เพราะอะไร? ชนะเพราะอะไร? คิดว่าทุกคนคงน่าจะมีคำตอบอยู่ในใจ เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาอย่างนี้ คงทายถูกกันหมด

อย่างไรก็ตาม หวังไว้ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์และพรรคประชาธิปัตย์ จะได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายที่หาเสียงไว้แล้ว คงจะไม่ทำให้คน กทม.ผิดหวัง เพราะคน กทม.เลือกท่านจากนโยบายที่นำเสนอ เนื่องจากเห็นว่านโยบายของท่าน ดีที่สุด!

ส่วนผู้แพ้ เมื่อเห็นคะแนนนิยม ก็คงชื่นใจในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ทำให้เป็นผู้ชนะในการเลือกตั้ง แต่ทำให้เห็นว่ามีคนนับล้านคน สนับสนุนและเป็นกำลังใจให้

ขอให้คุณพงศพัศ เก็บกำลังใจนี้ไว้ และพยายามสร้างสมความดีเพื่อเอาชนะใจคนกรุงเทพฯให้มากขึ้น รอโอกาสเลือกตั้งอีกครั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า หลังจากได้เกษียณจากตำแหน่ง ผบ.ตร.แล้ว

4 ปี ยังไม่สายครับ คุณพงศพัศ พงษ์เจริญ พวกเรา..จะไม่ลืมคุณ!!!

@ เฮ้อ!! ณ นาทีนี้..บอกได้คำเดียว เสียดาย..เสียดายครับ...นโยบายดีๆที่คน กทม. ไม่เอ๊า..ไม่เอา...

By: คนการเมือง : เสนอ นายกฯปู ในภาคเหนือให้ท่านยกฐานะจังหวัดเชียงใหม่ให้มีฐานะเป็นเขตปกครองพิเศษเหมือนกรุงเทพมหานคร แล้วเอานโยบายทั้งหมดนี้ที่คน กทม. ไม่เอานี่แหละ เอาไปบริหารจัดการที่จังหวัดเชียงใหม่แทน เพื่อเป็นการนำร่องจังหวัดใหญ่ๆใน ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ ที่จะต้องยกฐานะเป็นเขตปกครองพิเศษในโอกาสต่อไปเช่นกัน

ปัจจุบันเรามีเขตปกครองพิเศษอยู่แล้ว 1. เขตปกครองพิเศษกรุงเทพมหานคร 2. เขตปกครองพิเศษพัทยา (ภาคตะวันออก)

บลา บลา บลา บลา บลา............... (คลิกที่ภาพ...ดูขนาดใหญ่)


By: บุญอนันต์ : ในอนาคตประเทศไทย การใส่ร้ายป้ายสีกัน เป็นเรื่องไม่ผิด???

จากเหตุการณ์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าผู้ใหญ่ได้สรุปออกมาว่า การใส่ร้ายป้ายสีเป็นเรื่องไม่ผิด ที่สามารถทำกันได้ ในอนาคตข้างหน้า ประเทศไทยเมืองพุทธของเราก็คงเต็มไปด้วย คนเลวๆ ที่หาความจริงไม่ได้ แล้วลูกหลานเราจะเป็นอย่างไร

ในเมื่อคนกรุงเทพฯ ซึ่งเราคิดว่าส่วนมากเป็นผู้ฉลาด กลับเลือกคนของพรรคที่หาเสียงด้วยการโจมตี ใส่ร้ายป้ายสี สร้างความแตกแยก ก็คิดว่าแล้วแต่เวรแต่กรรมของกรุงเทพฯ แล้วละครับ

ดีนะครับ ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยไม่ได้มีความคิดเหมือนคนกรุงเทพฯ ไม่งั้นประเทศไทยคงจมปลักอยู่กับอดีตและความขัดแย้งอย่างไม่ต้องสงสัย

มันก็ขึ้นอยู่กับว่า ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายทำ เพราะจะมีฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด

* * * * *

กกต.ให้ใบแดง 'เก่ง การุณ' พ้น ส.ส.

คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติเสียงข้างมากให้ใบแดง นายการุณ โหสกุล ฐานปราศรัยใส่ร้าย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้ง ด้านหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยอมรับคำตัดสิน แต่เชื่อว่าคดีดังกล่าวจะไม่ส่งผลถึงขั้นยุบ

คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมากให้ใบแดง นายการุณ โหสกุล ส.ส.เขต 12 ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย กรณี ปราศรัยใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ด้วยการกล่าวหา นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขตเดียวกัน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 และวันที่ 12 มิถุนายน ระหว่างขึ้นปราศรัย ที่ตลาดนัดบุญอนันต์ และตลาดโกสุม โดยใส่ร้าย นายแทนคุณ และพรรคประชาธิปัตย์ ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งขั้นตอนจากนี้ กกต. จะทำหนังสือถึงศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ต่อไป พร้อมเตรียมจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยให้ นายการุณ ชดใช้ค่าเสียหาย ในการจัดการเลือกตั้งด้วย

* * * * *

ถ้า พท. ทำ ผิดเต็มๆ ยังไงก็ต้องผิด ห้ามเถียง

ส่วนถ้าพรรคอื่น ทำ ต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อน เขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจ เป็นความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ